ซาดาร์
ซาดาร์
Grad Zadar | |
|---|---|
นคร | |
ทิวทัศน์เมืองซาดาร์จากหอระฆังของอาสนวิหารซาดาร์ โบสถ์นักบุญโดนาตุส อาสนวิหารซาดาร์ ออร์แกนทะเล อนุสรณ์สถานแห่งดวงอาทิตย์ จัตุรัสประชาชนและศาลาว่าการนครซาดาร์ | |
| พิกัด: 44°6′51″N 15°13′39″E / 44.11417°N 15.22750°E | |
| ประเทศ | |
| เทศมณฑล | |
| ก่อตั้งโดยชาวลิบูร์เนีย | 899-800 ปีก่อนคริสตกาล |
| อาณาจักรโรมันยกฐานะเป็นนิคม โกโลเนีย ยูเลีย อีอาเดร์ | 48 ปีก่อนคริสตกาล |
| การปกครอง | |
| • นายกเทศมนตรี | ชิเม เอร์ลิช (HDZ)[1] |
| พื้นที่ | |
• นคร | 25 ตร.กม. (10 ตร.ไมล์) |
| • รวมปริมณฑล | 194 ตร.กม. (75 ตร.ไมล์) |
| ประชากร (2021) | |
• นคร | 70,779 คน |
| • ความหนาแน่น | 2,800 คน/ตร.กม. (7,300 คน/ตร.ไมล์) |
| เดมะนิม | Zadrani |
| เขตเวลา | UTC+1 (CET) |
| • ฤดูร้อน (เวลาออมแสง) | UTC+2 (CEST) |
| รหัสไปรษณีย์ | 23000 |
| รหัสพื้นที่ | 23 |
| ป้ายทะเบียนรถ | ZD |
| เว็บไซต์ | Official website |
ซาดาร์ (โครเอเชีย: Zadar; อิตาลี: Zara; ละติน: Iader) เป็นเมืองใหญ่อันดับที่ห้าของประเทศโครเอเชีย ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ติดกับทะเลเอเดรียติกในภูมิภาคแดลเมเชีย ซาดาร์เป็นเมืองที่มีผู้อยู่อาศัยมาอย่างยาวนานมากที่สุดในประเทศโครเอเชีย มีอายุเก่าแก่ประมาณ 2,800 ปี ในอดีตเป็นเมืองท่าทางทะเลที่สำคัญแห่งหนึ่งของทะเลเอเดรียติกและเป็นที่ช่วงชิงอำนาจของหลายอาณาจักรเพื่อครองความได้เปรียบของการค้าทางทะเลในบริเวณนี้ ในช่วงสหพันธ์สาธารณรัฐสังคมนิยมยูโกสลาเวีย ซาดาร์ได้รับการพัฒนาให้กลายเป็นเมืองท่องเที่ยวที่โดดเด่นแห่งหนึ่งของฝั่งทะเลเอเดรียติก และแม้ปัจจุบันนี้หลังโครเอเชียได้แยกตัวออกมาเป็นประเทศเอกราชจากยูโกสลาเวียเมื่อต้นทศวรรษที่ 90 ซาดาร์ก็ยังคงเป็น 1 ในแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ
ซาดาร์เป็นแหล่งกำเนิดของเหล้ามารากีโน ซึ่งเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ได้จากการบ่มเชอร์รีสายพันธุ์มาราสกา และเป็นเมืองที่มีการทำประมงมากที่สุดในประเทศโครเอเชีย และมีแหล่งมรดกโลกคือ แนวการป้องกันเมืองเวนิสระหว่างศตวรรษที่ 16 และ 17 ในสมัยที่ซาดาร์อยู่ภายใต้การปกครองของสาธารณรัฐเวนิส
ประวัติ
[แก้]ยุคก่อนโรมัน
[แก้]หลักฐานทางโบราณคดีแสดงให้เห็นว่าบริเวณซาดาร์มีมนุษย์อยู่อาศัยมาตั้งแต่สมัยยุคหินใหม่ โดยพบร่องรอยการตั้งถิ่นฐานในบริเวณอาร์บานาซีและปุนตามิกา ต่อมาในช่วงประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 9 ก่อนคริสตกาล ได้เกิดชุมชนของชาวลิบูร์เนียขึ้นบนคาบสมุทรซึ่งเป็นที่ตั้งของเขตเมืองเก่าซาดาร์ในปัจจุบัน ชุมชนดังกล่าวมีชื่อในภาษากรีกและละตินว่า อีอาเดรา หรือ ยาเดรา (Iadera หรือ Jadera)[2] ชาวลิบูร์เนียเป็นกลุ่มชนทางทะเลที่มีถิ่นฐานอยู่ตามชายฝั่งตะวันออกของทะเลเอเดรียติก ดินแดนบริเวณชายฝั่งตอนเหนือของแดลเมเชียซึ่งมีซาดาร์เป็นศูนย์กลางมักเรียกว่า “ลิบูร์เนีย” (Liburnia) ชาวลิบูร์เนียมีความชำนาญด้านการเดินเรือ การประมง และการค้าทางทะเล และมีความสัมพันธ์กับชุมชนกรีกในทะเลเอเดรียติก โดยเฉพาะเมืองอาณานิคมกรีกทางตอนใต้ของอิตาลีและชายฝั่งอิลลีเรีย[2] ทำเลของซาดาร์มีความสำคัญทางภูมิศาสตร์ เนื่องจากคาบสมุทรเมืองเก่ามีท่าเรือธรรมชาติที่ได้รับการคุ้มครองจากเกาะและแผ่นดินโดยรอบ ทำให้เหมาะแก่การเป็นศูนย์กลางการค้าและการเดินเรือ นักโบราณคดีพบเครื่องปั้นดินเผากรีกและสิ่งของจากภูมิภาคอื่นของทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งสะท้อนว่าซาดาร์มีการติดต่อกับชาวกรีก ชาวฟินิเชีย และชาวอีทรัสคัน แม้รายละเอียดเกี่ยวกับจำนวนประชากรในยุคแรกจะยังไม่แน่นอนก็ตาม[2] ชาวลิบูร์เนียมีชื่อเสียงในฐานะนักเดินเรือและนักรบทางทะเล ในแหล่งข้อมูลโบราณบางแห่ง พวกเขาถูกกล่าวถึงว่าเกี่ยวข้องกับการปล้นสะดมและการควบคุมเส้นทางเดินเรือในทะเลเอเดรียติก อย่างไรก็ตาม ซาดาร์ในระยะนี้มิได้เป็นเพียงชุมชนโจรสลัด แต่เป็นศูนย์กลางเมืองและการค้าของชาวลิบูร์เนียที่เชื่อมโยงดินแดนชายฝั่งกับพื้นที่ตอนในของคาบสมุทรบอลข่าน[2]
สมัยโรมัน
[แก้]
สาธารณรัฐโรมันเริ่มขยายอำนาจเข้าสู่ดินแดนอิลลีเรียและชายฝั่งทะเลเอเดรียติกตั้งแต่ประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 2 ก่อนคริสตกาล ชาวโรมันค่อย ๆ เข้ามาตั้งถิ่นฐานในบริเวณซาดาร์ และรวมเมืองเข้ากับระบบการปกครองของโรมัน แม้ความสัมพันธ์ระหว่างโรมันกับชุมชนลิบูร์เนียในช่วงแรกจะมีทั้งการแข่งขันและความขัดแย้งก็ตาม[2] เมื่อโรมันยึดครองพื้นที่โดยรอบได้ ซาดาร์ได้รับการจัดตั้งเป็นชุมชนพลเมืองโรมันในรูปแบบ กอนเวนตุส และต่อมาเป็น มุนิกิปีอุม ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 1 ก่อนคริสตกาล เมืองได้รับสถานะเป็นอาณานิคมโรมันในชื่อ โกโลเนีย ยูเลีย อิอาเดร์ ทำให้มีความสัมพันธ์โดยตรงกับอำนาจโรมันและมีชาวอิตาลีจากคาบสมุทรอิตาลีเข้ามาตั้งถิ่นฐานจำนวนมาก[2] ซาดาร์ได้รับการวางผังเมืองตามแบบโรมัน มีถนนตัดเป็นแนวตาราง จัตุรัสกลางเมืองหรือฟอรัม อาคารราชการ วิหาร โรงอาบน้ำ และระบบสาธารณูปโภค เมืองยังมีท่าเรือและเส้นทางเชื่อมต่อกับพื้นที่เกษตรกรรมในดินแดนตอนใน เศรษฐกิจของเมืองอาศัยการค้าทางทะเล การเกษตร การประมง และการติดต่อกับเมืองอื่นในจังหวัดแดลเมเชียของโรมัน[2] ในช่วงปลายสมัยจักรวรรดิโรมันตะวันตก ซาดาร์กลายเป็นศูนย์กลางคริสต์ศาสนาที่สำคัญ มีการก่อสร้างมหาวิหารและพระราชวังของมุขนายกขึ้นบริเวณใกล้ฟอรัมในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 4–5 หลักฐานจากสภาคริสตจักรที่จัดขึ้นที่ซาโลนาใน ค.ศ. 530 และ 533 แสดงให้เห็นว่าซาดาร์มีมุขนายกประจำเมืองแล้วในช่วงเวลาดังกล่าว[2] หลังจักรวรรดิโรมันตะวันตกล่มสลาย ซาดาร์ยังคงรักษาความสำคัญในฐานะเมืองท่าของแดลเมเชีย แม้อำนาจทางการเมืองในภูมิภาคจะเปลี่ยนแปลงระหว่างชนชาติเยอรมัน จักรวรรดิไบแซนไทน์ และกลุ่มชนที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานใหม่ก็ตาม
จักรวรรดิไบแซนไทน์
[แก้]
หลังการปกครองของชาวออสโตรกอทระยะหนึ่ง ซาดาร์ตกอยู่ภายใต้อำนาจของจักรวรรดิไบแซนไทน์ใน ค.ศ. 537 ภายใต้จักรพรรดิจัสติเนียนที่ 1 และกลายเป็นศูนย์กลางทางการเมืองของแดลเมเชียไบแซนไทน์ ตลอดจนเป็นที่ตั้งของผู้แทนจักรพรรดิไบแซนไทน์ในภูมิภาค[2] ซาดาร์สามารถรักษาความต่อเนื่องของสถาบันเทศบาล ศาสนจักร และโครงสร้างเมืองไว้ได้ แม้จะเกิดการอพยพของชาวอาวาร์และชาวสลาฟในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 7–8 เมืองยังคงเป็นศูนย์กลางทางการเมืองและศาสนาของแดลเมเชียไบแซนไทน์ ขณะที่พื้นที่ชนบทโดยรอบค่อย ๆ มีประชากรชาวสลาฟและชาวโครแอตเข้ามาตั้งถิ่นฐานมากขึ้น[2]
ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 9 ซาดาร์ตกอยู่ภายใต้การปกครองของจักรวรรดิแฟรงก์เป็นระยะเวลาสั้น ๆ อันเป็นผลจากการแข่งขันระหว่างจักรวรรดิแฟรงก์กับไบแซนไทน์เหนือเมืองต่าง ๆ ในแดลเมเชีย ต่อมาสนธิสัญญาอาเคิน ค.ศ. 812 กำหนดให้ซาดาร์กลับอยู่ภายใต้อำนาจของไบแซนไทน์ โดยมีการทูตของมุขนายกโดนาตแห่งซาดาร์และขุนนางท้องถิ่นเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเจรจา[2] ซาดาร์มีความสัมพันธ์กับดินแดนโครเอเชียทางฝั่งแผ่นดินใหญ่มาตั้งแต่ระยะแรก เนื่องจากเมืองต้องพึ่งพาพื้นที่ชนบทในการจัดหาอาหาร ไม้ และวัตถุดิบ ชาวเมืองเคยจ่าย “บรรณาการเพื่อสันติภาพ” ให้แก่ผู้ปกครองโครเอเชียในบางช่วง และชาวโครแอตก็เข้ามาตั้งถิ่นฐานในเมืองมากขึ้นเรื่อย ๆ[2] ใน ค.ศ. 923 กษัตริย์โทมีสลาฟแห่งโครเอเชียทรงปกครองซาดาร์ในฐานะผู้แทนของไบแซนไทน์ แม้เมืองจะยังคงเป็นศูนย์กลางทางการเมืองของแดลเมเชียไบแซนไทน์ตลอดคริสต์ศตวรรษที่ 10 แต่ซาดาร์ก็มีอำนาจปกครองตนเองอยู่มาก จักรพรรดิคอนสตันตินที่ 7 แห่งไบแซนไทน์กล่าวถึงเมืองนี้ในชื่อ “ไดอาโดรา” (Diadora) ในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 10[2]
อาณาจักรโครเอเชียโบราณ และราชอาณาจักรฮังการี
[แก้]
เมื่ออำนาจของไบแซนไทน์ในทะเลเอเดรียติกเริ่มเสื่อมลงในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 10 สาธารณรัฐเวนิสเริ่มขยายอำนาจเข้ามา เวนิสสามารถยึดซาดาร์ได้เป็นครั้งแรกในรัชสมัยของดอจเปียโตรที่ 2 ออร์เซโอโล ราว ค.ศ. 998–1000 แต่หลังจากนั้นไม่นาน เมืองก็ยอมรับอำนาจของกษัตริย์สเตเฟนที่ 1 แห่งโครเอเชีย ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้ซาดาร์กลายเป็นพื้นที่แข่งขันระหว่างเวนิสกับผู้ปกครองโครเอเชียตลอดคริสต์ศตวรรษที่ 11[2] ใน ค.ศ. 1050 ซาดาร์ยอมสวามิภักดิ์ต่อกษัตริย์โครเอเชียโดยสมัครใจ และมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพระเจ้าปีเตอร์ เครชิเมียร์ที่ 4 แห่งโครเอเชีย พระองค์ทรงรวมเมืองต่าง ๆ ในแดลเมเชียไว้ภายใต้อำนาจของพระองค์ และทรงใช้พระอิสริยยศ “กษัตริย์แห่งแดลเมเชีย” พระองค์ยังทรงมอบสิทธิพิเศษแก่คณะเบเนดิกตินแห่งอารามนักบุญมารีใน ค.ศ. 1066 และมอบเกาะเมาน์ให้แก่อารามนักบุญคริเชวานใน ค.ศ. 1069[2]
หลังการสิ้นสุดราชวงศ์โครเอเชีย ซาดาร์ยอมรับอำนาจของพระเจ้าคาลมานแห่งฮังการีใน ค.ศ. 1105 และเข้าสู่โครงสร้างการปกครองร่วมระหว่างราชอาณาจักรโครเอเชียกับราชอาณาจักรฮังการี ซาดาร์ยังคงมีฐานะเป็นเมืองปกครองตนเองและเป็นหนึ่งในเมืองท่าที่สำคัญที่สุดของชายฝั่งแดลเมเชีย[2] เวนิสพยายามยึดครองซาดาร์หลายครั้ง ใน ค.ศ. 1115 ดอจออร์เดลาโฟ ฟาเลียโรสามารถยึดเมืองได้ แต่ชาวเมืองก่อกบฏหลายครั้งในช่วง ค.ศ. 1159–1180 เพื่อเรียกร้องเอกราช ใน ค.ศ. 1180 ชาวซาดาร์ยอมรับอำนาจของพระเจ้าเบ-ลอที่ 3 แห่งฮังการี แต่เวนิสยังคงมองเมืองนี้ว่าเป็นฐานยุทธศาสตร์สำหรับควบคุมทะเลเอเดรียติก[2]

ใน ค.ศ. 1154 ซาดาร์แยกตัวจากมุขมณฑลซาโลนาและกลายเป็นอัครมณฑลอิสระ เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนความสำคัญของเมืองในฐานะศูนย์กลางทางศาสนาและการเมืองของแดลเมเชีย ใน ค.ศ. 1177 เมื่อสมเด็จพระสันตะปาปาอะเล็กซานเดอร์ที่ 3 เสด็จเยือนเมือง ชาวซาดาร์ต้อนรับพระองค์ด้วยบทเพลงในภาษาสลาฟของตนเอง ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญเกี่ยวกับการดำรงอยู่ของชุมชนที่ใช้ภาษาโครเอเชียในเมือง[2] ใน ค.ศ. 1202 ระหว่างสงครามครูเสดครั้งที่สี่ กองทัพครูเสดซึ่งไม่สามารถรวบรวมเงินเพื่อชำระค่ากองเรือที่เวนิสสร้างขึ้นได้ ตกลงช่วยเวนิสโจมตีเมืองท่าที่ต่อต้านอำนาจของเวนิส หนึ่งในเป้าหมายสำคัญคือซาดาร์ ซึ่งเป็นเมืองที่อยู่ภายใต้อำนาจของกษัตริย์ฮังการีและเป็นคู่แข่งทางการค้าของเวนิส[3]
กองทัพครูเสดและกองเรือเวนิสเดินทางออกจากเวนิสในวันที่ 8 ตุลาคม ค.ศ. 1202 และมาถึงซาดาร์ในวันที่ 10 พฤศจิกายน เมืองเตรียมการป้องกันและแขวนเครื่องหมายกางเขนไว้บนกำแพงเพื่อแสดงให้เห็นว่าชาวเมืองเป็นคริสต์ศาสนิกชนเช่นเดียวกับผู้โจมตี อย่างไรก็ตาม การปิดล้อมยังคงดำเนินต่อไป และซาดาร์ถูกยึดในวันที่ 24 พฤศจิกายน ค.ศ. 1202[3] สมเด็จพระสันตะปาปาอินโนเซนต์ที่ 3 ทรงประณามการโจมตีดังกล่าวและทรงสั่งห้ามกองทัพครูเสดโจมตีซาดาร์ แต่คำสั่งของพระองค์ไม่สามารถหยุดการปฏิบัติการได้ เมืองถูกทำลายและปล้นสะดมอย่างหนัก ประชากรจำนวนหนึ่งถูกสังหารหรืออพยพไปยังนิน บิโอกราด นา โมรู และเกาะต่าง ๆ รอบชายฝั่ง เหตุการณ์นี้ถือเป็นครั้งแรกที่กองทัพครูเสดคาทอลิกโจมตีเมืองคาทอลิกด้วยกันเอง[3] ก่อนจะบุกโจมตีกรุงคอนสแตนติโนเปิลและก่อตั้งจักรวรรดิละตินในเวลาต่อมา
ในคริสต์ศตวรรษที่ 13 และ 14 ชาวซาดาร์ก่อกบฏต่อเวนิสหลายครั้ง โดยได้รับการสนับสนุนจากขุนนางโครเอเชีย โดยเฉพาะตระกูลชูบิชแห่งบริบีร์ และจากกษัตริย์โครเอเชีย–ฮังการี พระเจ้าหลุยส์ที่ 1 แห่งฮังการีทรงทำสงครามกับเวนิสเป็นเวลาหลายปีเพื่อยึดซาดาร์และดินแดนแดลเมเชียกลับคืนมา[2] สงครามดังกล่าวสิ้นสุดลงด้วยสนธิสัญญาซาดาร์ ค.ศ. 1358 ซึ่งทำให้ซาดาร์และเมืองสำคัญหลายแห่งในแดลเมเชียกลับเข้าเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรโครเอเชีย–ฮังการีเป็นเวลาประมาณครึ่งศตวรรษ ช่วงเวลานี้ซาดาร์มีความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม เป็นที่ตั้งของขุนนางและเจ้าหน้าที่ระดับสูง และมีความสัมพันธ์ทางการค้ากับโครเอเชีย บอสเนีย ฮังการี และดินแดนตอนในของคาบสมุทรบอลข่าน[2]
สาธารณรัฐเวนิส
[แก้]
ใน ค.ศ. 1409 พระเจ้าลาดิสเลาส์แห่งเนเปิลส์ทรงขายสิทธิในการปกครองซาดาร์และสิทธิในแดลเมเชียส่วนใหญ่ให้แก่สาธารณรัฐเวนิส เพื่อแลกกับเงินจำนวน 100,000 ดูกัต เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ซาดาร์กลับไปอยู่ภายใต้การปกครองของเวนิส และอยู่ในอำนาจของเวนิสจนกระทั่งสาธารณรัฐล่มสลายใน ค.ศ. 1797[2] ภายใต้การปกครองของเวนิส ซาดาร์มีอำนาจปกครองตนเองจำกัด สภาเมืองยังคงดำรงอยู่ แต่ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของผู้สำเร็จราชการหรือเคานต์ที่เวนิสแต่งตั้ง กิจการทางเศรษฐกิจและการค้าของเมืองถูกจัดให้สอดคล้องกับผลประโยชน์ของเวนิส อย่างไรก็ตาม ซาดาร์ยังคงเป็นเมืองท่าและศูนย์กลางการบริหารที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของแดลเมเชีย[2]
ในช่วงครึ่งแรกของคริสต์ศตวรรษที่ 15 ซาดาร์เป็นศูนย์กลางการค้าระหว่างเวนิสกับดินแดนภายในคาบสมุทรบอลข่าน สินค้าจากพื้นที่ตอนใน เช่น ปศุสัตว์ หนังสัตว์ ธัญพืช และโลหะ ถูกนำผ่านซาดาร์ไปยังตลาดทางทะเล ในทางกลับกัน เมืองนำเข้าสินค้าจากอิตาลีและพื้นที่เมดิเตอร์เรเนียนเข้าสู่ดินแดนโครเอเชียและบอลข่าน[2] เมื่อจักรวรรดิออตโตมันขยายอำนาจเข้าสู่บอสเนียและดินแดนตอนในของแดลเมเชีย ซาดาร์จึงมีความสำคัญทางทหารเพิ่มขึ้น เวนิสปรับปรุงกำแพงเมืองและสร้างป้อมปราการเพื่อป้องกันการโจมตีจากออตโตมัน แม้ออตโตมันจะโจมตีพื้นที่รอบเมืองหลายครั้ง แต่ไม่สามารถยึดซาดาร์ได้[2]

ในคริสต์ศตวรรษที่ 16 มีการก่อสร้างระบบกำแพงและป้อมปราการขนาดใหญ่ ประกอบด้วยป้อมไคเทล ซิตาเดลา และป้อมปราการฟอร์เต รวมทั้งประตูแผ่นดินและประตูทะเล กำแพงเมืองและสิ่งก่อสร้างทางทหารจำนวนมากออกแบบตามหลักสถาปัตยกรรมทหารสมัยใหม่ของอิตาลี[4] ใน ค.ศ. 1567–1572 มีการสร้างป้อมปราการฟอร์เตขึ้นทางด้านตะวันออกของเมือง นอกจากนี้ยังมีการสร้างอาคารราชการ คลังอาวุธ ค่ายทหาร และพระราชวังสำหรับเจ้าหน้าที่เวนิสหลายแห่ง ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17 และ 18 มีการสร้างพระราชวังโพรวิดูร์และคลังแสงขนาดใหญ่ ซึ่งสะท้อนฐานะของซาดาร์ในฐานะศูนย์บัญชาการทางทหารและการบริหารของเวนิสในแดลเมเชีย[2]
ซาดาร์เป็นที่ตั้งของผู้สำเร็จราชการสูงสุดของเวนิสประจำ “แดลเมเชียและแอลเบเนีย” จึงทำหน้าที่เป็นเมืองหลวงทางการเมืองและการบริหารของดินแดนเวนิสบนชายฝั่งตะวันออกของทะเลเอเดรียติก ใน ค.ศ. 1625 มีการจัดตั้งคลังเอกสารกลางของแดลเมเชียขึ้นในเมือง ซึ่งต่อมากลายเป็นหอจดหมายเหตุแห่งรัฐซาดาร์[2]
สงครามระหว่างเวนิสกับออตโตมัน โรคระบาด และความเปลี่ยนแปลงของเส้นทางการค้าส่งผลให้ประชากรของซาดาร์ลดลงเป็นระยะ ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16 พื้นที่ชนบทภายใต้การปกครองของเมืองถูกจำกัดลงอย่างมาก เนื่องจากออตโตมันยึดครองดินแดนรอบนอกหลายแห่ง การอพยพและโรคระบาดยังทำให้พื้นที่รอบเมืองต้องได้รับการตั้งถิ่นฐานใหม่หลายครั้ง[2]
ในช่วงสงครามเวนิส–ออตโตมัน รัฐบาลเวนิสพยายามนำประชากรจากพื้นที่ต่าง ๆ เข้ามาตั้งถิ่นฐานในแดลเมเชีย รวมถึงชาวแอลเบเนียจากบริเวณทะเลสาบสกาดาร์และตอนเหนือของแอลเบเนีย ชาวแอลเบเนียกลุ่มหนึ่งตั้งถิ่นฐานในย่านอาร์บานาซีของซาดาร์ในคริสต์ศตวรรษที่ 18 ภายใต้การสนับสนุนของมุขนายก วีกโก ซมาเยวิช[2]
หลังสาธารณรัฐเวนิสล่มสลาย
[แก้]เมื่อสาธารณรัฐเวนิสล่มสลายใน ค.ศ. 1797 ซาดาร์ถูกรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของราชวงศ์ฮาพส์บวร์คและยังคงเป็นศูนย์กลางการบริหารของแดลเมเชีย เจ้าหน้าที่เชื้อสายอิตาลีซึ่งสืบทอดตำแหน่งมาจากสมัยเวนิสยังคงมีอิทธิพลในเมือง และการบริหารแดลเมเชียในระยะแรกอยู่ภายใต้การควบคุมโดยตรงจากกรุงเวียนนา[2]

ใน ค.ศ. 1805 ภายใต้สนธิสัญญาเพรสบวร์ก ออสเตรียต้องยกดินแดนชายฝั่งทะเลเอเดรียติกให้แก่ฝรั่งเศส ซาดาร์จึงตกอยู่ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศสใน ค.ศ. 1806 และกลายเป็นศูนย์กลางการบริหารของแดลเมเชียภายใต้จักรวรรดิฝรั่งเศสและต่อมาคือมณฑลอิลลีเรีย[5] ฝ่ายฝรั่งเศสดำเนินการปฏิรูประบบราชการ ศาล และการจัดเก็บภาษี รวมทั้งพัฒนาเครือข่ายถนนเพื่อเชื่อมซาดาร์กับพื้นที่ตอนใน ในช่วง ค.ศ. 1806–1810 วินเชนโซ ดันโดโล ผู้สำเร็จราชการฝรั่งเศสประจำแดลเมเชีย ดำเนินการปรับปรุงการบริหารและสนับสนุนการศึกษา[2] ใน ค.ศ. 1806 มีการจัดพิมพ์หนังสือพิมพ์ภาษาโครเอเชียฉบับแรกชื่อ คาลย์สกี ดัลมาติน ในซาดาร์ หนังสือพิมพ์ดังกล่าวตีพิมพ์ทั้งภาษาโครเอเชียและภาษาอิตาลี และมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาสื่อสิ่งพิมพ์และความสำนึกทางวัฒนธรรมของชาวโครแอตในแดลเมเชีย[2]
หลังความพ่ายแพ้ของนโปเลียน ซาดาร์กลับเข้าสู่การปกครองของออสเตรียใน ค.ศ. 1813 และอยู่ภายใต้จักรวรรดิออสเตรียจนถึง ค.ศ. 1867 และจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการีจนถึง ค.ศ. 1918 เมืองยังคงเป็นเมืองหลวงของแดลเมเชีย เป็นที่ตั้งของสภาแดลเมเชียซึ่งก่อตั้งใน ค.ศ. 1861 และเป็นศูนย์กลางของอัครมณฑลแดลเมเชีย[2] ใน ค.ศ. 1833 ถนนที่เชื่อมซาดาร์ผ่านเทือกเขาเวเลบิตไปยังซาเกร็บและเวียนนาสร้างเสร็จ และใน ค.ศ. 1838 ระบบประปาสมัยใหม่ของเมืองเริ่มใช้งาน ซาดาร์จึงมีความเชื่อมโยงกับโครงข่ายคมนาคมและการบริหารของจักรวรรดิออสเตรียมากขึ้น[2]

ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 ซาดาร์เป็นศูนย์กลางของการฟื้นฟูชาติและวัฒนธรรมของชาวโครแอตในแดลเมเชีย มีการจัดตั้งห้องสมุดและสมาคมทางวัฒนธรรมหลายแห่ง หนังสือพิมพ์ ซอรา ดัลมาตินสกา เริ่มตีพิมพ์ใน ค.ศ. 1844 ห้องสมุดวิทยาศาสตร์ก่อตั้งใน ค.ศ. 1855 และห้องอ่านหนังสือประชาชนก่อตั้งใน ค.ศ. 1863[2] อย่างไรก็ตาม ซาดาร์มีความแตกต่างทางการเมืองจากเมืองอื่นของแดลเมเชีย เนื่องจากยังคงมีชุมชนที่ใช้ภาษาอิตาลีและขบวนการการเมืองนิยมอิตาลีอยู่เป็นจำนวนมาก ในช่วงความขัดแย้งระหว่างฝ่ายนิยมโครเอเชียกับฝ่ายนิยมอิตาลี ซาดาร์เป็นเทศบาลเพียงแห่งเดียวในแดลเมเชียที่ฝ่ายนิยมอิตาลีสามารถรักษาอำนาจทางการเมืองไว้ได้เป็นเวลานาน[2] ใน ค.ศ. 1868 ซาดาร์ถูกประกาศให้เป็นเมืองเปิดและเลิกสถานะเมืองป้อมปราการบางส่วน กำแพงเมืองด้านตะวันตกเฉียงใต้ถูกรื้อถอนตั้งแต่ ค.ศ. 1875 ทำให้เมืองขยายออกจากคาบสมุทรเมืองเก่าไปยังย่านโบรดาริตซาและวอชตาร์นิตซา มีการสร้างอาคารแบบประวัติศาสตร์นิยมและอาคารสาธารณะจำนวนมากตามแนวชายฝั่งใหม่[2]
จังหวัดซาดาร์ภายใต้ราชอาณาจักรอิตาลี
[แก้]
หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งและการล่มสลายของออสเตรีย-ฮังการี ซาดาร์ตกอยู่ภายใต้การปกครองชั่วคราวของรัฐสโลวีเนีย โครแอต และเซิร์บ ก่อนจะถูกรวมเข้ากับราชอาณาจักรแห่งชาวเซิร์บ โครแอต และสโลวีนเป็นการชั่วคราว ต่อมาสนธิสัญญาราปัลโล ค.ศ. 1920 กำหนดให้ซาดาร์ รวมถึงพื้นที่บางส่วนของแดลเมเชียและหมู่เกาะใกล้เคียง ตกเป็นของราชอาณาจักรอิตาลี[2]
ซาดาร์ถูกจัดตั้งเป็นจังหวัดซารา (Provincia di Zara) และกลายเป็นดินแดนส่วนแยกของอิตาลีบนชายฝั่งตะวันออกของทะเลเอเดรียติก พื้นที่ชนบทและเส้นทางเศรษฐกิจส่วนใหญ่รอบเมืองอยู่ภายใต้ราชอาณาจักรยูโกสลาเวีย ทำให้ซาดาร์ถูกตัดขาดจากดินแดนตอนในและประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ[2]
รัฐบาลอิตาลีดำเนินนโยบายทำให้เป็นอิตาลีอย่างเข้มข้น โดยกำหนดให้ภาษาอิตาลีเป็นภาษาหลักของราชการ การศึกษา และชีวิตสาธารณะ จำกัดการใช้ภาษาโครเอเชีย และลดบทบาทของสถาบันทางวัฒนธรรมของชาวโครแอต นโยบายดังกล่าวทำให้ชาวโครแอตจำนวนหนึ่งย้ายออกจากเมือง ขณะเดียวกันมีข้าราชการ ทหาร ครู และชาวอิตาลีจากแผ่นดินใหญ่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในซาดาร์[6] ในช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 และสงครามโลกครั้งที่ 2 ซาดาร์ยังคงเป็นศูนย์กลางการปกครองของจังหวัดซาราและเป็นฐานทัพสำคัญของอิตาลี แต่การแยกตัวจากพื้นที่ตอนในทำให้การค้าลดลง ประชากรของเมืองลดลงจากประมาณ 19,426 คนใน ค.ศ. 1910 เหลือ 17,369 คนใน ค.ศ. 1921 ก่อนจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 19,296 คนใน ค.ศ. 1931[2]
สงครามโลกครั้งที่สอง
[แก้]เมื่อฝ่ายอักษะบุกราชอาณาจักรยูโกสลาเวียในวันที่ 6 เมษายน ค.ศ. 1941 ซาดาร์ถูกใช้เป็นฐานปฏิบัติการของกองทัพอิตาลี หลังยูโกสลาเวียยอมแพ้ อิตาลีขยายการควบคุมเหนือแดลเมเชีย และในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1941 ได้ผนวกพื้นที่ซาดาร์เข้าเป็นส่วนหนึ่งของเขตปกครองแดลเมเชีย (Governatorato di Dalmazia) โดยมีซาดาร์เป็นที่ตั้งของผู้ว่าการ[2] การปกครองของอิตาลีในช่วงสงครามดำเนินควบคู่กับการปราบปรามและการทำให้เป็นอิตาลี พรรคคอมมิวนิสต์โครเอเชียจัดตั้งสาขาในซาดาร์ตั้งแต่เดือนมิถุนายน ค.ศ. 1941 และเริ่มสนับสนุนขบวนการต่อต้านฟาสซิสต์ในเมืองและพื้นที่โดยรอบ[2]

เมื่ออิตาลียอมแพ้ในเดือนกันยายน ค.ศ. 1943 เยอรมนีเข้าควบคุมพื้นที่ยุทธศาสตร์ในแดลเมเชีย ขณะที่รัฐเอกราชโครเอเชียพยายามอ้างสิทธิ์เหนือดินแดนที่อิตาลีเคยครอบครอง ซาดาร์จึงตกอยู่ภายใต้สถานการณ์ทางการเมืองและการทหารที่ซับซ้อน โดยมีทหารเยอรมัน กองกำลังอิตาลีที่ยังคงอยู่ และกองกำลังพรรคพวกยูโกสลาเวียเคลื่อนไหวอยู่ในพื้นที่[2]
ระหว่างเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1943 ถึงเดือนตุลาคม ค.ศ. 1944 ซาดาร์ถูกฝ่ายสัมพันธมิตรทิ้งระเบิดหลายครั้ง โดยมีเป้าหมายหลักคือท่าเรือ โครงสร้างพื้นฐานทางทหาร และเส้นทางคมนาคม การโจมตีทำลายอาคารในเขตเมืองเก่ามากกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ รวมถึงอาคารประวัติศาสตร์ โบสถ์ ย่านที่อยู่อาศัย และสิ่งก่อสร้างตามแนวชายฝั่งจำนวนมาก[2] การทิ้งระเบิดทำให้ประชากรจำนวนมากอพยพออกจากเมือง เมืองเก่าซึ่งมีอาคารหนาแน่นได้รับความเสียหายอย่างหนัก และโครงสร้างทางเศรษฐกิจของซาดาร์แทบหยุดชะงัก เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นหนึ่งในความเสียหายครั้งใหญ่ที่สุดต่อเมืองประวัติศาสตร์บนชายฝั่งเอเดรียติกในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง[2] กองทัพเยอรมันและฝ่ายบริหารอิตาลีถอนตัวออกจากเมืองในช่วงปลายเดือนตุลาคม ค.ศ. 1944 กองกำลังยูโกสลาเวียเข้าควบคุมซาดาร์ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1944 และเริ่มผนวกเมืองเข้ากับโครงสร้างการปกครองของโครเอเชียภายใต้ยูโกสลาเวีย[2]
หลังสงครามโลกครั้งที่สองและสหพันธ์ยูโกสลาเวีย
[แก้]หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ซาดาร์ถูกผนวกเข้ากับสาธารณรัฐประชาชนโครเอเชียภายในสหพันธ์สาธารณรัฐประชาชนยูโกสลาเวีย และต่อมาคือสาธารณรัฐสังคมนิยมโครเอเชียภายในสหพันธ์สาธารณรัฐสังคมนิยมยูโกสลาเวีย การเปลี่ยนแปลงสถานะดังกล่าวได้รับการรับรองในสนธิสัญญาสันติภาพปารีส ค.ศ. 1947[2] สงครามและการอพยพทำให้จำนวนประชากรของเมืองลดลงอย่างมาก หลังสงคราม ชาวอิตาลีจำนวนมากออกจากซาดาร์ไปยังอิตาลี อันเป็นส่วนหนึ่งของการอพยพของชาวอิตาลีจากอิสเตรียและแดลเมเชีย จำนวนชาวอิตาลีในเมืองลดลงจาก 2,208 คนใน ค.ศ. 1948 เหลือ 1,219 คนใน ค.ศ. 1953 และเหลือเพียง 64 คนใน ค.ศ. 1961[2] รัฐบาลยูโกสลาเวียเริ่มฟื้นฟูซาดาร์โดยรักษาโครงสร้างถนนและผังเมืองเก่าไว้ ขณะเดียวกันก็สร้างอาคารสมัยใหม่ขึ้นในพื้นที่ที่ได้รับความเสียหาย แผนฟื้นฟูเมือง ค.ศ. 1954 ซึ่งนำโดยสถาปนิกบรูโน มิลิช เน้นการรักษาโครงสร้างเมืองประวัติศาสตร์และผสมผสานสถาปัตยกรรมสมัยใหม่เข้ากับเขตเมืองเก่า[2]
ในช่วงทศวรรษ 1950 และ 1960 ซาดาร์เริ่มฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ประชากรจากชนบทและพื้นที่อื่นของโครเอเชียย้ายเข้ามาในเมือง รัฐบาลส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่ม เหล้าเชอร์รีมารัชชีนี การแปรรูปปลา สิ่งทอ เครื่องจักร พลาสติก และอุตสาหกรรมไฟฟ้า[2] การก่อสร้างถนนสายเอเดรียติก การพัฒนาท่าเรือ และการเชื่อมต่อทางรถไฟกับคนินใน ค.ศ. 1966 ทำให้ซาดาร์มีความเชื่อมโยงกับพื้นที่อื่นของยูโกสลาเวียมากขึ้น การท่องเที่ยวชายฝั่งเริ่มขยายตัว มีการก่อสร้างโรงแรม ชายหาด และท่าจอดเรือในพื้นที่รอบเมือง[2] ซาดาร์ยังเป็นศูนย์กลางทางทหารที่สำคัญของกองทัพประชาชนยูโกสลาเวีย มีฐานทัพอากาศใกล้เซมูนิก โรงเรียนทหาร และโครงสร้างพื้นฐานด้านการทหารหลายแห่ง ในช่วงทศวรรษ 1980 เมืองเป็นหนึ่งในศูนย์กลางเศรษฐกิจที่พัฒนาแล้วของโครเอเชียและยูโกสลาเวีย[2]
สงครามประกาศเอกราชโครเอเชีย
[แก้]หลังการเลือกตั้งหลายพรรคในโครเอเชีย ค.ศ. 1990 และการประกาศเอกราชของโครเอเชียใน ค.ศ. 1991 ซาดาร์และพื้นที่โดยรอบกลายเป็นสมรภูมิสำคัญของสงครามประกาศเอกราชโครเอเชีย ประชากรเซิร์บในพื้นที่ชนบทบางส่วนเข้าร่วมกับกองกำลังเซิร์บที่ก่อการกบฏและต่อต้านการแยกตัวของโครเอเชียออกจากยูโกสลาเวีย[2] กองทัพประชาชนยูโกสลาเวียและกองกำลังเซิร์บในพื้นที่ตอนในของแดลเมเชียเริ่มโจมตีซาดาร์ตั้งแต่กลางเดือนกันยายน ค.ศ. 1991 เป้าหมายสำคัญของการรุกคือการตัดเมืองออกจากพื้นที่ตอนในของโครเอเชียและตัดการเชื่อมต่อระหว่างแดลเมเชียกับภาคเหนือของประเทศ[2] เส้นทางถนนและทางรถไฟจากซาดาร์ไปยังพื้นที่ตอนในถูกตัดขาดเป็นเวลานาน การเดินทางระหว่างซาดาร์กับส่วนอื่นของโครเอเชียจึงต้องอาศัยเส้นทางผ่านเกาะปัค เมืองถูกยิงด้วยปืนใหญ่และประชาชนประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำ ไฟฟ้า และสิ่งของจำเป็น การโจมตีรุนแรงที่สุดเกิดขึ้นในช่วงต้นเดือนตุลาคม ค.ศ. 1991[2]
หลังมีการทำข้อตกลงหยุดยิงเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม ค.ศ. 1991 กองทัพประชาชนยูโกสลาเวียถอนกำลังออกจากค่ายทหารในเมือง แต่ซาดาร์ยังคงถูกโจมตีด้วยปืนใหญ่เป็นระยะจากกองกำลังเซิร์บในพื้นที่โดยรอบ อาคารพลเรือนและโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจได้รับความเสียหาย ขณะที่ประชาชนจำนวนมากต้องอพยพออกจากพื้นที่[2] ภายในปลาย ค.ศ. 1992 มีผู้พลัดถิ่นมากกว่า 27,000 คนอยู่ในเขตเมืองซาดาร์ เมืองยังคงอยู่ภายใต้แรงกดดันจากกองกำลังที่ควบคุมพื้นที่ตอนใน และการเดินทางไปยังพื้นที่อื่นของโครเอเชียยังมีความเสี่ยงสูง[2] กองทัพโครเอเชียสามารถยึดพื้นที่ส่วนใหญ่ของพื้นที่ตอนในซาดาร์คืนได้ในเดือนมกราคม ค.ศ. 1993 ระหว่างปฏิบัติการมาสเลนิตซา การปฏิบัติการดังกล่าวทำให้สามารถเปิดเส้นทางเชื่อมต่อทางบกกลับไปยังส่วนอื่นของโครเอเชีย และฟื้นฟูการเชื่อมต่อผ่านสะพานมาสเลนิตซาได้[2] พื้นที่ที่เหลือในแดลเมเชียตอนเหนือและพื้นที่ตอนในของซาดาร์ถูกยึดคืนในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1995 ระหว่างปฏิบัติการพายุ หลังจากนั้นการโจมตีซาดาร์ยุติลง และเมืองเริ่มเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูหลังสงคราม[2]
ปัจจุบัน
[แก้]| แนวการป้องกันเมืองเวนิสระหว่างศตวรรษที่ 16 และ 17 * | |
|---|---|
| ประเทศ | |
| ภูมิภาค ** | ยุโรป |
| ประเภท | วัฒนธรรม |
| เกณฑ์พิจารณา | (iii), (iv) |
| อ้างอิง | 617 |
| ประวัติการขึ้นทะเบียน | |
| ขึ้นทะเบียน | 2560 (คณะกรรมการสมัยที่ 41) |
| * ชื่อตามที่ได้ขึ้นทะเบียนในบัญชีแหล่งมรดกโลก ** ภูมิภาคที่จัดแบ่งโดยยูเนสโก | |
หลังสงคราม ซาดาร์ได้รับการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานและเศรษฐกิจ เมืองพัฒนาเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยว วัฒนธรรม การศึกษา และการคมนาคมของภาคเหนือของแดลเมเชีย การก่อสร้างทางหลวงเชื่อมต่อกับซาเกร็บและเมืองสำคัญอื่น ๆ รวมถึงการพัฒนาท่าเรือและสนามบิน ช่วยส่งเสริมการเติบโตของเมือง[2] ใน ค.ศ. 2002 มีการก่อตั้งมหาวิทยาลัยซาดาร์ขึ้นใหม่ เมืองยังเป็นที่ตั้งของหอจดหมายเหตุแห่งรัฐซาดาร์ สถาบันวิทยาศาสตร์และศิลปะแห่งโครเอเชีย พิพิธภัณฑ์โบราณคดี พิพิธภัณฑ์แห่งชาติ และสถาบันทางวัฒนธรรมหลายแห่ง[2]
พื้นที่เมืองเก่าของซาดาร์ได้รับการบูรณะและอนุรักษ์ โดยมีโบราณสถานหลายยุคตั้งแต่ฟอรัมโรมัน โบสถ์คริสต์ยุคแรก อาคารยุคกลาง ไปจนถึงกำแพงและประตูเมืองสมัยเวนิส ใน ค.ศ. 2017 ระบบป้อมปราการของซาดาร์ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นส่วนหนึ่งของแหล่งมรดกโลก “ระบบป้องกันของสาธารณรัฐเวนิสระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 16 และ 17”[4]
ซาดาร์ยังพัฒนาโครงการสถาปัตยกรรมร่วมสมัยเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม ออร์แกนทะเลสร้างเสร็จใน ค.ศ. 2005 และใช้แรงเคลื่อนของคลื่นทะเลสร้างเสียงดนตรี ส่วนประติมากรรมแสง “คำทักทายพระอาทิตย์” สร้างเสร็จใน ค.ศ. 2008 ทั้งสองแห่งกลายเป็นสัญลักษณ์ร่วมสมัยของเมือง[2] ในปัจจุบัน ซาดาร์เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวที่สำคัญของโครเอเชีย มีเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว การเดินเรือ การบริการ การศึกษา และการค้าระหว่างประเทศ โดยยังคงรักษาความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของเมืองในฐานะศูนย์กลางของแดลเมเชียตอนเหนือไว้
ภูมิศาสตร์
[แก้]
ซาดาร์ตั้งอยู่ในดัลเมเชียตอนเหนือ บริเวณตอนกลางของชายฝั่งตะวันออกของทะเลเอเดรียติกในประเทศโครเอเชีย ที่พิกัดประมาณ 44°06′51″N 15°13′40″E / 44.11417°N 15.22778°E เมืองหันหน้าไปทางเกาะอูกลยันและปัชมัน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มเกาะซาดาร์ โดยมีช่องแคบซาดาร์คั่นอยู่ ตำแหน่งของเมืองได้ถูกบังจากอิทธิพลของคลื่นทะเลเปิดด้วยแนวเกาะนอกชายฝั่งของเมือง ปัจจัยดังกล่าวมีความสำคัญต่อพัฒนาการของซาดาร์ในฐานะเมืองท่า โดยเฉพาะในอดีตที่มีการใช้เรือใบลมเป็นรูปแบบการคมนาคมทางทะเลหลัก[7]
เขตเมืองเก่าซาดาร์ตั้งอยู่บนคาบสมุทรขนาดเล็กซึ่งเดิมเคยถูกแยกออกจากแผ่นดินใหญ่ด้วยคูน้ำลึก ก่อนที่คูดังกล่าวจะถูกถมในเวลาต่อมา ทางตะวันออกเฉียงเหนือของคาบสมุทรเป็นที่ตั้งของอ่าวท่าเรือซึ่งมีพื้นที่กว้างและได้รับการกำบังจากคลื่นลม ส่วนพื้นที่หลังชายฝั่งประกอบด้วยที่ราบราฟนีโกตารี ซึ่งเป็นพื้นที่ราบกว้างและเปิดโอกาสให้เมืองขยายตัวเข้าสู่แผ่นดินได้มากกว่าเมืองชายฝั่งโครเอเชียหลายแห่ง[7] ถัดจากที่รอบราฟนีโกตารีไปทางตะวันออกเฉียงเหนือเป็นเทือกเขาเวเลบิต ซึ่งเป็นแนวกั้นทางกายภาพระหว่างพื้นที่ชายฝั่งดัลเมเชียกับลีกาและพื้นที่ตอนในของโครเอเชีย ในขณะเดียวกัน เทือกเขาดังกล่าวก็เป็นแนวทางเชื่อมต่อระหว่างสองภูมิภาคผ่านเส้นทางคมนาคมที่ข้ามภูเขา ปัจจุบันการเดินทางระหว่างชายฝั่งกับภาคพื้นทวีปสะดวกขึ้นจากทางหลวงเอ 1และอุโมงค์สเวตีร็อก[8]
ภูมิอากาศ
[แก้]ซาดาร์ตั้งอยู่บริเวณรอยต่อระหว่างภูมิอากาศกึ่งเขตร้อนชื้นแบบ Cfa กับภูมิอากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียนชนิดฤดูร้อนร้อนแบบ Csa ตามการแบ่งเขตภูมิอากาศแบบเคิพเพิน โดยพื้นที่ชายฝั่งและหมู่เกาะได้รับอิทธิพลแบบเมดิเตอร์เรเนียนมากกว่า ขณะที่พื้นที่ราบภายในดัลเมเชียมีการกระจายของฝนสม่ำเสมอขึ้นและมีลักษณะใกล้เคียงภูมิอากาศแบบ Cfa[9]
| ข้อมูลภูมิอากาศของZadar (Puntamika Borik) 1971–2000, extremes 1961–2020 | |||||||||||||
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เดือน | ม.ค. | ก.พ. | มี.ค. | เม.ย. | พ.ค. | มิ.ย. | ก.ค. | ส.ค. | ก.ย. | ต.ค. | พ.ย. | ธ.ค. | ทั้งปี |
| อุณหภูมิสูงสุดที่เคยบันทึก °C (°F) | 17.4 (63.3) |
21.2 (70.2) |
22.5 (72.5) |
26.5 (79.7) |
32.0 (89.6) |
35.3 (95.5) |
36.1 (97) |
39.0 (102.2) |
34.1 (93.4) |
27.2 (81) |
25.0 (77) |
18.7 (65.7) |
39.0 (102.2) |
| อุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ย °C (°F) | 10.8 (51.4) |
11.3 (52.3) |
13.6 (56.5) |
16.6 (61.9) |
21.3 (70.3) |
25.2 (77.4) |
28.2 (82.8) |
28.2 (82.8) |
24.3 (75.7) |
20.0 (68) |
15.1 (59.2) |
11.9 (53.4) |
18.9 (66) |
| อุณหภูมิเฉลี่ยแต่ละวัน °C (°F) | 7.3 (45.1) |
7.5 (45.5) |
9.7 (49.5) |
12.9 (55.2) |
17.5 (63.5) |
21.3 (70.3) |
23.9 (75) |
23.7 (74.7) |
19.9 (67.8) |
15.9 (60.6) |
11.4 (52.5) |
8.5 (47.3) |
14.9 (58.8) |
| อุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ย °C (°F) | 4.3 (39.7) |
4.3 (39.7) |
6.3 (43.3) |
9.3 (48.7) |
13.5 (56.3) |
17.0 (62.6) |
19.3 (66.7) |
19.3 (66.7) |
16.0 (60.8) |
12.5 (54.5) |
8.3 (46.9) |
5.5 (41.9) |
11.3 (52.3) |
| อุณหภูมิต่ำสุดที่เคยบันทึก °C (°F) | -9.1 (15.6) |
-6.4 (20.5) |
-6.8 (19.8) |
0.5 (32.9) |
3.4 (38.1) |
8.2 (46.8) |
12.7 (54.9) |
11.5 (52.7) |
8.0 (46.4) |
2.3 (36.1) |
-1.8 (28.8) |
-6.5 (20.3) |
−9.1 (15.6) |
| หยาดน้ำฟ้า มม (นิ้ว) | 72.6 (2.858) |
62.5 (2.461) |
63.5 (2.5) |
70.0 (2.756) |
64.7 (2.547) |
54.4 (2.142) |
30.4 (1.197) |
49.6 (1.953) |
104.0 (4.094) |
106.7 (4.201) |
105.6 (4.157) |
95.2 (3.748) |
879.2 (34.614) |
| ความชื้นร้อยละ | 72.4 | 70.0 | 71.2 | 72.7 | 73.8 | 71.2 | 67.2 | 69.3 | 73.4 | 73.8 | 73.5 | 72.8 | 71.8 |
| วันที่มีหยาดน้ำฟ้าโดยเฉลี่ย (≥ 0.1 mm) | 10.0 | 8.5 | 8.9 | 10.4 | 9.5 | 8.2 | 5.3 | 5.9 | 8.7 | 9.8 | 11.2 | 10.4 | 106.8 |
| วันที่มีหิมะตกโดยเฉลี่ย (≥ 1.0 cm) | 0.5 | 0.2 | 0.1 | 0.0 | 0.0 | 0.0 | 0.0 | 0.0 | 0.0 | 0.0 | 0.0 | 0.2 | 1.1 |
| จำนวนชั่วโมงที่มีแดด | 114.7 | 146.9 | 186.0 | 207.0 | 275.9 | 303.0 | 350.3 | 322.4 | 246.0 | 182.9 | 123.0 | 108.5 | 2,566.6 |
| แหล่งที่มา: | |||||||||||||
ฤดูหนาวของซาดาร์มีอากาศอบอุ่นค่อนข้างชื้น ส่วนฤดูร้อนร้อนและมีแสงแดดมาก เดือนกรกฎาคมและสิงหาคมเป็นเดือนที่ร้อนที่สุด โดยอุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 28–30 องศาเซลเซียส ขณะที่เดือนมกราคมเป็นเดือนที่หนาวที่สุด อุณหภูมิเฉลี่ยรายปีของสถานีปุนตามีกา–โบริกในช่วงมาตรฐาน ค.ศ. 1971–2000 อยู่ที่ 14.9 องศาเซลเซียส และมีปริมาณหยาดน้ำฟ้ารวมเฉลี่ยประมาณ 879.2 มิลลิเมตรต่อปี[10] ฝนสามารถตกได้ตลอดทั้งปี แต่โดยทั่วไปช่วงฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาวมีฝนมากกว่าฤดูร้อน เดือนกรกฎาคมเป็นเดือนที่แห้งแล้งที่สุดตามค่าปกติภูมิอากาศ ขณะที่เดือนกันยายนถึงธันวาคมมีปริมาณฝนค่อนข้างสูง หิมะตกในเมืองพบได้น้อยมากและมักไม่สะสมเป็นเวลานาน[10]
อุณหภูมิสูงสุดที่บันทึกได้ ณ สถานีซาดาร์–เซมูนิกอยู่ที่ 40.0 องศาเซลเซียส เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม ค.ศ. 2017 ส่วนสถานีภูมิอากาศซาดาร์เดิมบันทึกอุณหภูมิสูงสุด 39.0 องศาเซลเซียสเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม ค.ศ. 2022[11] อุณหภูมิต่ำสุดที่บันทึกได้ในบริเวณซาดาร์คือ −12.0 องศาเซลเซียส ณ สถานีซาดาร์–เซมูนิก เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2018 ส่วนสถานีซาดาร์เดิมบันทึกอุณหภูมิต่ำสุด −9.1 องศาเซลเซียสเมื่อวันที่ 23 มกราคม ค.ศ. 1963[12] เมื่อเวลาประมาณ 09.15 น. ของวันที่ 22 ธันวาคม ค.ศ. 2019 พวยน้ำกำลังระดับ IF1 เคลื่อนขึ้นฝั่งระหว่างย่านรีชีเนกับอาร์บานาซีของซาดาร์ ทำให้ต้นไม้หักโค่นและกระเบื้องหลังคาตกใส่รถยนต์[13][14]
ประชากร
[แก้]ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 20 องค์ประกอบทางประชากรของซาดาร์เปลี่ยนแปลงไปหลายครั้ง หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ชาวอิตาลีจำนวนมากอพยพออกจากเมืองภายหลังซาดาร์ถูกรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสาธารณรัฐสังคมนิยมโครเอเชียภายในสหพันธ์สาธารณรัฐสังคมนิยมยูโกสลาเวีย นักประชากรศาสตร์ประมาณว่ามีชาวอิตาลีอพยพออกจากซาดาร์ราว 10,000 คน ส่งผลให้สัดส่วนผู้ระบุตนเป็นชาวอิตาลี ซึ่งมีอยู่ร้อยละ 68 ใน ค.ศ. 1936 ลดลงเหลือเพียงร้อยละ 0.3 ใน ค.ศ. 1961[15] ในช่วงสงครามประกาศเอกราชโครเอเชียและหลังสงคราม จำนวนประชากรของเมืองลดลงจากการย้ายถิ่นและการเปลี่ยนแปลงวิธีการสำมะโน โดยมีเจ้าหน้าที่ทหารซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวเซิร์บ ตลอดจนชาวเซิร์บกลุ่มอื่น อพยพออกจากเมือง ขณะเดียวกันมีประชากรจากพื้นที่โดยรอบ ส่วนอื่นของเทศมณฑล และบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนาอพยพเข้ามาแทนที่บางส่วน[15]
จากการสำมะโนประชากร ค.ศ. 2021 เขตการปกครองนครซาดาร์มีประชากร 70,779 คน ในจำนวนนี้ 67,134 คน หรือร้อยละ 94.85 ระบุตนเป็นชาวโครแอท ส่วนชาวเซิร์บมีจำนวน 1,371 คน หรือร้อยละ 1.94[16]
เศรษฐกิจ
[แก้]นับแต่อดีต ซาดาร์นั้นเป็นท่าเรือที่สำคัญของเส้นทางการค้าขายในทะเลเอเดรียติก[17] ปัจจุบันนี้แม้การคมนาคมจะเปลี่ยนไปมาก ทว่าเศรษฐกิจของซาดาร์ก็ยังมีการขนส่งทางเรือเป็นองค์ประกอบหลักโดยมี ทังเกร์สกา ปลอวิดบา ซาดาร์ ซึ่งเป็นบริษัทธุรกิจเรือขนส่งสินค้าตั้งกิจการอยู่[18]

ผลิตภัณฑ์อาหารก็เป็นสินค้าที่สำคัญซึ่งซาดาร์ผลิตได้ นอกจากสินค้าทางพืชผลแล้วซาดาร์ยังมีอุตสาหกรรมด้านประมงชายฝั่ง โดยซาดาร์เป็นเมืองที่เลี้ยงปลาในกระชังมากที่สุดในประเทศโครเอเชีย[19] สินค้าประเภทอาหารที่มีชื่อเสียงที่สุดของซาดาร์คือเหล้าสีใส มารัสกีโน ซึ่งบ่มจากเชอร์รี่มารัสกา[20] โดยมีประวัติการผลิตเหล้ามารัสกีโน มานับตั้งแต่คริสตวรรษที่ 18 โดยฟรานเชสโก ดริโอลิ ชาวอิตาลีในซารา (ซาดาร์) สาธารณรัฐเวนิสในขณะนั้น[21][22]
การท่องเที่ยวก็เป็นอีกอุตสาหกรรมหลักของเมือง โดยซาดาร์เป็นหนึ่งในเมืองริมทะเลเอเดรียติกที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ มีจุดสนใจคือประวัติศาสตร์ความเป็นมาอันยาวนานและบรรยากาศริมทะเลเอเดรียติกที่แม้แต่อัลเฟรด ฮิตช์ค็อก ผู้กำกับภาพยนตร์สยองขวัญชื่อดัง ยังเคยเปรยว่า "ซาดาร์มีพระอาทิตย์ตกที่สวยที่สุดในโลก" เมื่อได้มาเยี่ยมเยือนเมืองในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1964[23]
การคมนาคม
[แก้]ซาดาร์รองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติผ่านสนามบินของเมืองที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกห่างจากตัวเมืองราว 14 กิโลเมตร เที่ยวบินส่วนใหญ่จะมาจากเยอรมันและประเทศทางยุโรปเหนือ[24]
ถนนสายหลักที่เชื่อมต่อซาดาร์กับเมืองใหญ่อื่นๆคือทางหลวงสาย A1 ซึ่งเริ่มจากกรุงซาเกร็บเลาะเลียบเมืองตามชายฝั่งทะเลเอเดรียติกจนลงไปถึงเมืองสปลิตและกำลังก่อสร้างส่วนต่อขยายให้สามารถเดินทางไปจนถึงเมืองดูบรอฟนิกได้
ซาดาร์ยังเป็นท่าเรือเฟอร์รี่หลักแห่งหนึ่งของโครเอเชียอีกด้วย นอกจากเรือเฟอร์รี่ข้ามฟากจากซาดาร์ไปยังเกาะน้อยใหญ่ต่าง ๆ ที่อยู่ใกล้เคียงแล้ว ยังมีเรือเฟอร์รี่ข้ามฟากไปถึงประเทศอิตาลีเช่นกัน
เมืองพี่น้อง
[แก้]ซาดาร์มีเมืองพี่น้องและเมืองแฝด ได้แก่[25]
เรจโจเอมีเลีย อิตาลี (ตั้งแต่ ค.ศ. 1972)
รอม็อง-ซูร์-อีแซร์ ฝรั่งเศส (ตั้งแต่ ค.ศ. 1985)
เฟือร์สเทินเฟ็ลท์บรุค เยอรมนี (ตั้งแต่ ค.ศ. 1989)
เซแก็ชแฟเฮร์วาร์ ฮังการี (ตั้งแต่ ค.ศ. 1997)
ปาโดวา อิตาลี (ตั้งแต่ ค.ศ. 2003)
แตแรซวาโรช เขตที่ 6 ของบูดาเปสต์ ฮังการี (ตั้งแต่ ค.ศ. 2015)
อีมอตสกี โครเอเชีย (ตั้งแต่ ค.ศ. 2020)[26]
อ้างอิง
[แก้]- ↑ https://www.grad-zadar.hr/gradonacelnik-79/ อ้างอิงผิดพลาด: พารามิเตอร์ ""mayorzadar"" ในแท็ก
<ref>ไม่ถูกต้อง พารามิเตอร์ที่รองรับคือ details, dir, follow, group, name - 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 31 32 33 34 35 36 37 38 39 40 41 42 43 44 45 46 47 48 49 50 51 52 53 54 55 56 57 58 59 60 61 "Zadar". Hrvatska enciklopedija (ภาษาโครเอเชีย). Leksikografski zavod Miroslav Krleža. สืบค้นเมื่อ 12 July 2026.
- 1 2 3 "Fourth Crusade" (ภาษาอังกฤษ). Encyclopaedia Britannica. สืบค้นเมื่อ 12 July 2026.
- 1 2 "Venetian Works of Defence between the 16th and 17th Centuries: Stato da Terra – Western Stato da Mar" (ภาษาอังกฤษ). UNESCO World Heritage Centre. สืบค้นเมื่อ 12 July 2026.
- ↑ Prpić, George J. (1964). "French Rule in Croatia: 1806–1813". Balkan Studies (ภาษาอังกฤษ). 5 (2): 295–316. สืบค้นเมื่อ 12 July 2026.
- ↑ Magaš, Damir (1999). "Zadar on the Crossroad of Nationalisms in the 20th Century". GeoJournal (ภาษาอังกฤษ). 48 (2): 123–131. doi:10.1023/A:1007098213067.
- 1 2 "Zadar". Hrvatska enciklopedija (ภาษาโครเอเชีย). สืบค้นเมื่อ 12 กรกฎาคม 2026.
- ↑ "Gračac" (ภาษาอังกฤษ). Zadar County Tourist Board. สืบค้นเมื่อ 12 กรกฎาคม 2026.
- ↑ Šegota, Tomislav; Filipčić, Anita (2003). "Köppenova podjela klima i hrvatsko nazivlje" [การจำแนกภูมิอากาศแบบเคิพเพินและศัพท์ภาษาโครเอเชีย]. Geoadria (ภาษาโครเอเชีย). 8 (1): 17–37. doi:10.15291/geoadria.93. สืบค้นเมื่อ 12 กรกฎาคม 2026.
- 1 2 "Zadar Climate Normals" (PDF) (ภาษาอังกฤษ). Croatian Meteorological and Hydrological Service. เก็บ (PDF)จากแหล่งเดิมเมื่อ 4 มีนาคม 2016. สืบค้นเมื่อ 2 ธันวาคม 2015.
- ↑ DHMZ (19 กรกฎาคม 2022). "Najviše izmjerene temperature zraka u Hrvatskoj za razdoblje od kada postoje mjerenja" [อุณหภูมิอากาศสูงสุดที่ตรวจวัดในโครเอเชียนับตั้งแต่เริ่มมีการตรวจวัด] (ภาษาโครเอเชีย). Državni hidrometeorološki zavod. สืบค้นเมื่อ 12 กรกฎาคม 2026.
- ↑ DHMZ (21 มกราคม 2022). "Najniže izmjerene temperature zraka u Hrvatskoj za razdoblje od kada postoje mjerenja" [อุณหภูมิอากาศต่ำสุดที่ตรวจวัดในโครเอเชียนับตั้งแต่เริ่มมีการตรวจวัด] (ภาษาโครเอเชีย). Državni hidrometeorološki zavod. สืบค้นเมื่อ 12 กรกฎาคม 2026.
- ↑ Sekulić, Mario; Laskowski, Igor (22 ธันวาคม 2019). "Tornado: Zadar". European Severe Weather Database. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 15 สิงหาคม 2020. สืบค้นเมื่อ 25 มีนาคม 2025.
- ↑ Jutarnji.hr (22 ธันวาคม 2019). "Pijavica uzrokovala probleme u Zadru" [พวยน้ำก่อให้เกิดปัญหาในซาดาร์]. Jutarnji list (ภาษาโครเอเชีย). คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 29 กรกฎาคม 2020.
- 1 2 Graovac, Vera (2004). "Populacijski razvoj Zadra" [พัฒนาการทางประชากรของซาดาร์]. Geoadria (ภาษาโครเอเชีย). 9 (1): 63. doi:10.15291/geoadria.129. สืบค้นเมื่อ 12 กรกฎาคม 2026.
{{cite journal}}: ระบุ|pages=และ|page=มากกว่าหนึ่งรายการ (help) - ↑ "Population by Ethnicity, by Towns/Municipalities, 2021 Census" (ภาษาอังกฤษ). Croatian Bureau of Statistics. 22 กันยายน 2022. สืบค้นเมื่อ 12 กรกฎาคม 2026.
- ↑ "Adriatic views: Zadar". OBCT (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). สืบค้นเมื่อ 2026-07-12.
- ↑ "Tankerska plovidba d.d." www.tankerska.hr. สืบค้นเมื่อ 2026-07-12.
- ↑ Dohmen, Justus (2026-01-13). "Croatia". Eurofish (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). สืบค้นเมื่อ 2026-07-12.
- ↑ "Meet. Feel. Explore - Zadar Tourist Board". zadar.travel. สืบค้นเมื่อ 2026-07-12.
- ↑ priče, Turističke (2025-12-20). "The first recipe for Zadar's Maraskino was written in the 16th century, and it was also drunk on the Titanic". Turističke priče (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2026-07-12.
- ↑ Distilling, Spirits &. "maraschino | The Oxford Companion to Spirits & Cocktails". Spirits & Distilling (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2026-07-12.
- ↑ "Celebrities in Zadar". zadar.travel. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2016-03-27. สืบค้นเมื่อ 2016-02-18.
- ↑ "Destinations Map". Zadar airport.
- ↑ "Povelje o prijateljstvu" [กฎบัตรมิตรภาพ] (ภาษาโครเอเชีย). นครซาดาร์. สืบค้นเมื่อ 12 กรกฎาคม 2026.
- ↑ "Gradonačelnici potpisali Povelju o prijateljstvu i suradnji Zadra i Imotskog" [นายกเทศมนตรีลงนามในกฎบัตรมิตรภาพและความร่วมมือระหว่างซาดาร์กับอีมอตสกี] (ภาษาโครเอเชีย). นครซาดาร์. 2 สิงหาคม 2020. สืบค้นเมื่อ 12 กรกฎาคม 2026.
ข้อมูล
[แก้]- Begonja, Zlatko (July 2005). "Iza obzorja pobjede: sudski procesi "narodnim neprijateljima" u Zadru 1944.-1946". Journal of Contemporary History (ภาษาโครเอเชีย). Zagreb: Croatian Institute of History. 37 (1). ISSN 0590-9597. สืบค้นเมื่อ 6 February 2013.
- Cresswell, Peterjon; Atkins, Ismay; Dunn, Lily (10 July 2006). Time Out Croatia (First ed.). London, Berkeley & Toronto: Time Out Group Ltd & Ebury Publishing, Random House Ltd. 20 Vauxhall Bridge Road, London SV1V 2SA. ISBN 978-1-904978-70-1. สืบค้นเมื่อ 10 March 2010.
- Graovac, Vera (2004-06-01). "Populacijski razvoj Zadra" [Zadar Population Development]. Geoadria (ภาษาเซอร์โบ-โครเอเชีย). 9 (1): 51–72. doi:10.15291/geoadria.129. ISSN 1331-2294.
- Graovac Matassi, Vera (2014). "Contemporary Urban Changes in Croatia – The Case Study of Zadar". ใน Calcatinge, Alexandru (บ.ก.). Critical Spaces: Contemporary Perspectives in Urban, Spatial and Landscape Studies. LIT Verlag Münster. ISBN 9783643904959.
อ่านเพิ่ม
[แก้]- Ganza-Aras, Tereza (19 October 1981). "Bibliografija radova o Zadru i njegovu području (1962. - 1980.)" [Bibliography of Works on Zadar and Its Territory (1962 - 1980)]. Radovi Zavoda za povijesne znanosti HAZU u Zadru (ภาษาเซอร์โบ-โครเอเชีย) (27–28): 457–559. ISSN 1330-0474.
- Maštrović, Vjekoslav (1952). "Bibliografija knjiga izdanih u Zadru od 1797. do 1814. godine" [Bibliography of Books Printed in Zadar from the Year 1797 to 1814]. Anali Historijskog Instituta U Dubrovniku (ภาษาเซอร์โบ-โครเอเชีย) (1): 385–416. ISSN 0449-3648.
- Maštrović, Vjekoslav (1964). "Radovi o Zadru i okolici". Zadar [Works on Zadar and Surroundings] (ภาษาเซอร์โบ-โครเอเชีย). Zagreb: Matica hrvatska. pp. 737–760.
- Modrić, Oliver (27 January 2025). "Prijenos i zbrinjavanje gradiva župnih arhiva u Arhiv Zadarske nadbiskupije" [Transfer and storage of materials of the parish archives to the Archives of the Archdiocese of Zadar]. Vjesnik Dalmatinskih Arhiva (ภาษาเซอร์โบ-โครเอเชีย). 5: 109–124. doi:10.58565/vda.5.1.5. eISSN 2806-8459.
แหล่งข้อมูลอื่น
[แก้]- เว็บไซต์ทางการ
(ในภาษาโครเอเชีย) - Zadar Tourist Board