ข้ามไปเนื้อหา

ซาดาร์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ซาดาร์
Grad Zadar
นคร
Image
ทิวทัศน์เมืองซาดาร์จากหอระฆังของอาสนวิหารซาดาร์
Image
โบสถ์นักบุญโดนาตุส
Image
อาสนวิหารซาดาร์
Image
ออร์แกนทะเล
Image
อนุสรณ์สถานแห่งดวงอาทิตย์
Image
จัตุรัสประชาชนและศาลาว่าการนครซาดาร์
ตราราชการของซาดาร์
ซาดาร์ตั้งอยู่ในCroatia
ซาดาร์
ซาดาร์
ตำแหน่งของซาดาร์ในประเทศโครเอเชีย
พิกัด: 44°6′51″N 15°13′39″E / 44.11417°N 15.22750°E / 44.11417; 15.22750
ประเทศImage โครเอเชีย
เทศมณฑลImage ซาดาร์
ก่อตั้งโดยชาวลิบูร์เนีย899-800 ปีก่อนคริสตกาล
อาณาจักรโรมันยกฐานะเป็นนิคม โกโลเนีย ยูเลีย อีอาเดร์48 ปีก่อนคริสตกาล
การปกครอง
  นายกเทศมนตรีชิเม เอร์ลิช (HDZ)[1]
พื้นที่
  นคร
25 ตร.กม. (10 ตร.ไมล์)
  รวมปริมณฑล
194 ตร.กม. (75 ตร.ไมล์)
ประชากร
 (2021)
  นคร
70,779 คน
  ความหนาแน่น2,800 คน/ตร.กม. (7,300 คน/ตร.ไมล์)
เดมะนิมZadrani
เขตเวลาUTC+1 (CET)
  ฤดูร้อน
(เวลาออมแสง)
UTC+2 (CEST)
รหัสไปรษณีย์
23000
รหัสพื้นที่23
ป้ายทะเบียนรถZD
เว็บไซต์Official website

ซาดาร์ (โครเอเชีย: Zadar; อิตาลี: Zara; ละติน: Iader) เป็นเมืองใหญ่อันดับที่ห้าของประเทศโครเอเชีย ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ติดกับทะเลเอเดรียติกในภูมิภาคแดลเมเชีย ซาดาร์เป็นเมืองที่มีผู้อยู่อาศัยมาอย่างยาวนานมากที่สุดในประเทศโครเอเชีย มีอายุเก่าแก่ประมาณ 2,800 ปี ในอดีตเป็นเมืองท่าทางทะเลที่สำคัญแห่งหนึ่งของทะเลเอเดรียติกและเป็นที่ช่วงชิงอำนาจของหลายอาณาจักรเพื่อครองความได้เปรียบของการค้าทางทะเลในบริเวณนี้ ในช่วงสหพันธ์สาธารณรัฐสังคมนิยมยูโกสลาเวีย ซาดาร์ได้รับการพัฒนาให้กลายเป็นเมืองท่องเที่ยวที่โดดเด่นแห่งหนึ่งของฝั่งทะเลเอเดรียติก และแม้ปัจจุบันนี้หลังโครเอเชียได้แยกตัวออกมาเป็นประเทศเอกราชจากยูโกสลาเวียเมื่อต้นทศวรรษที่ 90 ซาดาร์ก็ยังคงเป็น 1 ในแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ

ซาดาร์เป็นแหล่งกำเนิดของเหล้ามารากีโน ซึ่งเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ได้จากการบ่มเชอร์รีสายพันธุ์มาราสกา และเป็นเมืองที่มีการทำประมงมากที่สุดในประเทศโครเอเชีย และมีแหล่งมรดกโลกคือ แนวการป้องกันเมืองเวนิสระหว่างศตวรรษที่ 16 และ 17 ในสมัยที่ซาดาร์อยู่ภายใต้การปกครองของสาธารณรัฐเวนิส

ประวัติ

[แก้]

ยุคก่อนโรมัน

[แก้]
Image
ลิบูร์เนียในยุคโลหะ ศตวรรษที่ 5 ก่อนคริสตกาล

หลักฐานทางโบราณคดีแสดงให้เห็นว่าบริเวณซาดาร์มีมนุษย์อยู่อาศัยมาตั้งแต่สมัยยุคหินใหม่ โดยพบร่องรอยการตั้งถิ่นฐานในบริเวณอาร์บานาซีและปุนตามิกา ต่อมาในช่วงประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 9 ก่อนคริสตกาล ได้เกิดชุมชนของชาวลิบูร์เนียขึ้นบนคาบสมุทรซึ่งเป็นที่ตั้งของเขตเมืองเก่าซาดาร์ในปัจจุบัน ชุมชนดังกล่าวมีชื่อในภาษากรีกและละตินว่า อีอาเดรา หรือ ยาเดรา (Iadera หรือ Jadera)[2] ชาวลิบูร์เนียเป็นกลุ่มชนทางทะเลที่มีถิ่นฐานอยู่ตามชายฝั่งตะวันออกของทะเลเอเดรียติก ดินแดนบริเวณชายฝั่งตอนเหนือของแดลเมเชียซึ่งมีซาดาร์เป็นศูนย์กลางมักเรียกว่า “ลิบูร์เนีย” (Liburnia) ชาวลิบูร์เนียมีความชำนาญด้านการเดินเรือ การประมง และการค้าทางทะเล และมีความสัมพันธ์กับชุมชนกรีกในทะเลเอเดรียติก โดยเฉพาะเมืองอาณานิคมกรีกทางตอนใต้ของอิตาลีและชายฝั่งอิลลีเรีย[2] ทำเลของซาดาร์มีความสำคัญทางภูมิศาสตร์ เนื่องจากคาบสมุทรเมืองเก่ามีท่าเรือธรรมชาติที่ได้รับการคุ้มครองจากเกาะและแผ่นดินโดยรอบ ทำให้เหมาะแก่การเป็นศูนย์กลางการค้าและการเดินเรือ นักโบราณคดีพบเครื่องปั้นดินเผากรีกและสิ่งของจากภูมิภาคอื่นของทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งสะท้อนว่าซาดาร์มีการติดต่อกับชาวกรีก ชาวฟินิเชีย และชาวอีทรัสคัน แม้รายละเอียดเกี่ยวกับจำนวนประชากรในยุคแรกจะยังไม่แน่นอนก็ตาม[2] ชาวลิบูร์เนียมีชื่อเสียงในฐานะนักเดินเรือและนักรบทางทะเล ในแหล่งข้อมูลโบราณบางแห่ง พวกเขาถูกกล่าวถึงว่าเกี่ยวข้องกับการปล้นสะดมและการควบคุมเส้นทางเดินเรือในทะเลเอเดรียติก อย่างไรก็ตาม ซาดาร์ในระยะนี้มิได้เป็นเพียงชุมชนโจรสลัด แต่เป็นศูนย์กลางเมืองและการค้าของชาวลิบูร์เนียที่เชื่อมโยงดินแดนชายฝั่งกับพื้นที่ตอนในของคาบสมุทรบอลข่าน[2]

สมัยโรมัน

[แก้]
Image
เสาอาคารฟอรัมโรมันในซาดาร์

สาธารณรัฐโรมันเริ่มขยายอำนาจเข้าสู่ดินแดนอิลลีเรียและชายฝั่งทะเลเอเดรียติกตั้งแต่ประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 2 ก่อนคริสตกาล ชาวโรมันค่อย ๆ เข้ามาตั้งถิ่นฐานในบริเวณซาดาร์ และรวมเมืองเข้ากับระบบการปกครองของโรมัน แม้ความสัมพันธ์ระหว่างโรมันกับชุมชนลิบูร์เนียในช่วงแรกจะมีทั้งการแข่งขันและความขัดแย้งก็ตาม[2] เมื่อโรมันยึดครองพื้นที่โดยรอบได้ ซาดาร์ได้รับการจัดตั้งเป็นชุมชนพลเมืองโรมันในรูปแบบ กอนเวนตุส และต่อมาเป็น มุนิกิปีอุม ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 1 ก่อนคริสตกาล เมืองได้รับสถานะเป็นอาณานิคมโรมันในชื่อ โกโลเนีย ยูเลีย อิอาเดร์ ทำให้มีความสัมพันธ์โดยตรงกับอำนาจโรมันและมีชาวอิตาลีจากคาบสมุทรอิตาลีเข้ามาตั้งถิ่นฐานจำนวนมาก[2] ซาดาร์ได้รับการวางผังเมืองตามแบบโรมัน มีถนนตัดเป็นแนวตาราง จัตุรัสกลางเมืองหรือฟอรัม อาคารราชการ วิหาร โรงอาบน้ำ และระบบสาธารณูปโภค เมืองยังมีท่าเรือและเส้นทางเชื่อมต่อกับพื้นที่เกษตรกรรมในดินแดนตอนใน เศรษฐกิจของเมืองอาศัยการค้าทางทะเล การเกษตร การประมง และการติดต่อกับเมืองอื่นในจังหวัดแดลเมเชียของโรมัน[2] ในช่วงปลายสมัยจักรวรรดิโรมันตะวันตก ซาดาร์กลายเป็นศูนย์กลางคริสต์ศาสนาที่สำคัญ มีการก่อสร้างมหาวิหารและพระราชวังของมุขนายกขึ้นบริเวณใกล้ฟอรัมในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 4–5 หลักฐานจากสภาคริสตจักรที่จัดขึ้นที่ซาโลนาใน ค.ศ. 530 และ 533 แสดงให้เห็นว่าซาดาร์มีมุขนายกประจำเมืองแล้วในช่วงเวลาดังกล่าว[2] หลังจักรวรรดิโรมันตะวันตกล่มสลาย ซาดาร์ยังคงรักษาความสำคัญในฐานะเมืองท่าของแดลเมเชีย แม้อำนาจทางการเมืองในภูมิภาคจะเปลี่ยนแปลงระหว่างชนชาติเยอรมัน จักรวรรดิไบแซนไทน์ และกลุ่มชนที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานใหม่ก็ตาม

จักรวรรดิไบแซนไทน์

[แก้]
Image
จักรวรรดิไบแซนไทน์ในปี ค.ศ. 555 ภายใต้การปกครองของจักรพรรดิจัสติเนียนที่ 1

หลังการปกครองของชาวออสโตรกอทระยะหนึ่ง ซาดาร์ตกอยู่ภายใต้อำนาจของจักรวรรดิไบแซนไทน์ใน ค.ศ. 537 ภายใต้จักรพรรดิจัสติเนียนที่ 1 และกลายเป็นศูนย์กลางทางการเมืองของแดลเมเชียไบแซนไทน์ ตลอดจนเป็นที่ตั้งของผู้แทนจักรพรรดิไบแซนไทน์ในภูมิภาค[2] ซาดาร์สามารถรักษาความต่อเนื่องของสถาบันเทศบาล ศาสนจักร และโครงสร้างเมืองไว้ได้ แม้จะเกิดการอพยพของชาวอาวาร์และชาวสลาฟในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 7–8 เมืองยังคงเป็นศูนย์กลางทางการเมืองและศาสนาของแดลเมเชียไบแซนไทน์ ขณะที่พื้นที่ชนบทโดยรอบค่อย ๆ มีประชากรชาวสลาฟและชาวโครแอตเข้ามาตั้งถิ่นฐานมากขึ้น[2]

ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 9 ซาดาร์ตกอยู่ภายใต้การปกครองของจักรวรรดิแฟรงก์เป็นระยะเวลาสั้น ๆ อันเป็นผลจากการแข่งขันระหว่างจักรวรรดิแฟรงก์กับไบแซนไทน์เหนือเมืองต่าง ๆ ในแดลเมเชีย ต่อมาสนธิสัญญาอาเคิน ค.ศ. 812 กำหนดให้ซาดาร์กลับอยู่ภายใต้อำนาจของไบแซนไทน์ โดยมีการทูตของมุขนายกโดนาตแห่งซาดาร์และขุนนางท้องถิ่นเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเจรจา[2] ซาดาร์มีความสัมพันธ์กับดินแดนโครเอเชียทางฝั่งแผ่นดินใหญ่มาตั้งแต่ระยะแรก เนื่องจากเมืองต้องพึ่งพาพื้นที่ชนบทในการจัดหาอาหาร ไม้ และวัตถุดิบ ชาวเมืองเคยจ่าย “บรรณาการเพื่อสันติภาพ” ให้แก่ผู้ปกครองโครเอเชียในบางช่วง และชาวโครแอตก็เข้ามาตั้งถิ่นฐานในเมืองมากขึ้นเรื่อย ๆ[2] ใน ค.ศ. 923 กษัตริย์โทมีสลาฟแห่งโครเอเชียทรงปกครองซาดาร์ในฐานะผู้แทนของไบแซนไทน์ แม้เมืองจะยังคงเป็นศูนย์กลางทางการเมืองของแดลเมเชียไบแซนไทน์ตลอดคริสต์ศตวรรษที่ 10 แต่ซาดาร์ก็มีอำนาจปกครองตนเองอยู่มาก จักรพรรดิคอนสตันตินที่ 7 แห่งไบแซนไทน์กล่าวถึงเมืองนี้ในชื่อ “ไดอาโดรา” (Diadora) ในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 10[2]

อาณาจักรโครเอเชียโบราณ และราชอาณาจักรฮังการี

[แก้]
Image
ฮังการีและโครเอเชียในคริสต์ศตวรรษที่ 12 มีสถานะเป็นรัฐร่วมประมุขภายใต้กษัตริย์ฮังการี

เมื่ออำนาจของไบแซนไทน์ในทะเลเอเดรียติกเริ่มเสื่อมลงในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 10 สาธารณรัฐเวนิสเริ่มขยายอำนาจเข้ามา เวนิสสามารถยึดซาดาร์ได้เป็นครั้งแรกในรัชสมัยของดอจเปียโตรที่ 2 ออร์เซโอโล ราว ค.ศ. 998–1000 แต่หลังจากนั้นไม่นาน เมืองก็ยอมรับอำนาจของกษัตริย์สเตเฟนที่ 1 แห่งโครเอเชีย ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้ซาดาร์กลายเป็นพื้นที่แข่งขันระหว่างเวนิสกับผู้ปกครองโครเอเชียตลอดคริสต์ศตวรรษที่ 11[2] ใน ค.ศ. 1050 ซาดาร์ยอมสวามิภักดิ์ต่อกษัตริย์โครเอเชียโดยสมัครใจ และมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพระเจ้าปีเตอร์ เครชิเมียร์ที่ 4 แห่งโครเอเชีย พระองค์ทรงรวมเมืองต่าง ๆ ในแดลเมเชียไว้ภายใต้อำนาจของพระองค์ และทรงใช้พระอิสริยยศ “กษัตริย์แห่งแดลเมเชีย” พระองค์ยังทรงมอบสิทธิพิเศษแก่คณะเบเนดิกตินแห่งอารามนักบุญมารีใน ค.ศ. 1066 และมอบเกาะเมาน์ให้แก่อารามนักบุญคริเชวานใน ค.ศ. 1069[2]

หลังการสิ้นสุดราชวงศ์โครเอเชีย ซาดาร์ยอมรับอำนาจของพระเจ้าคาลมานแห่งฮังการีใน ค.ศ. 1105 และเข้าสู่โครงสร้างการปกครองร่วมระหว่างราชอาณาจักรโครเอเชียกับราชอาณาจักรฮังการี ซาดาร์ยังคงมีฐานะเป็นเมืองปกครองตนเองและเป็นหนึ่งในเมืองท่าที่สำคัญที่สุดของชายฝั่งแดลเมเชีย[2] เวนิสพยายามยึดครองซาดาร์หลายครั้ง ใน ค.ศ. 1115 ดอจออร์เดลาโฟ ฟาเลียโรสามารถยึดเมืองได้ แต่ชาวเมืองก่อกบฏหลายครั้งในช่วง ค.ศ. 1159–1180 เพื่อเรียกร้องเอกราช ใน ค.ศ. 1180 ชาวซาดาร์ยอมรับอำนาจของพระเจ้าเบ-ลอที่ 3 แห่งฮังการี แต่เวนิสยังคงมองเมืองนี้ว่าเป็นฐานยุทธศาสตร์สำหรับควบคุมทะเลเอเดรียติก[2]

Image
ภาพการยึดเมืองซาดาร์โดยกองทัพครูเสดใน ค.ศ. 1202

ใน ค.ศ. 1154 ซาดาร์แยกตัวจากมุขมณฑลซาโลนาและกลายเป็นอัครมณฑลอิสระ เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนความสำคัญของเมืองในฐานะศูนย์กลางทางศาสนาและการเมืองของแดลเมเชีย ใน ค.ศ. 1177 เมื่อสมเด็จพระสันตะปาปาอะเล็กซานเดอร์ที่ 3 เสด็จเยือนเมือง ชาวซาดาร์ต้อนรับพระองค์ด้วยบทเพลงในภาษาสลาฟของตนเอง ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญเกี่ยวกับการดำรงอยู่ของชุมชนที่ใช้ภาษาโครเอเชียในเมือง[2] ใน ค.ศ. 1202 ระหว่างสงครามครูเสดครั้งที่สี่ กองทัพครูเสดซึ่งไม่สามารถรวบรวมเงินเพื่อชำระค่ากองเรือที่เวนิสสร้างขึ้นได้ ตกลงช่วยเวนิสโจมตีเมืองท่าที่ต่อต้านอำนาจของเวนิส หนึ่งในเป้าหมายสำคัญคือซาดาร์ ซึ่งเป็นเมืองที่อยู่ภายใต้อำนาจของกษัตริย์ฮังการีและเป็นคู่แข่งทางการค้าของเวนิส[3]

กองทัพครูเสดและกองเรือเวนิสเดินทางออกจากเวนิสในวันที่ 8 ตุลาคม ค.ศ. 1202 และมาถึงซาดาร์ในวันที่ 10 พฤศจิกายน เมืองเตรียมการป้องกันและแขวนเครื่องหมายกางเขนไว้บนกำแพงเพื่อแสดงให้เห็นว่าชาวเมืองเป็นคริสต์ศาสนิกชนเช่นเดียวกับผู้โจมตี อย่างไรก็ตาม การปิดล้อมยังคงดำเนินต่อไป และซาดาร์ถูกยึดในวันที่ 24 พฤศจิกายน ค.ศ. 1202[3] สมเด็จพระสันตะปาปาอินโนเซนต์ที่ 3 ทรงประณามการโจมตีดังกล่าวและทรงสั่งห้ามกองทัพครูเสดโจมตีซาดาร์ แต่คำสั่งของพระองค์ไม่สามารถหยุดการปฏิบัติการได้ เมืองถูกทำลายและปล้นสะดมอย่างหนัก ประชากรจำนวนหนึ่งถูกสังหารหรืออพยพไปยังนิน บิโอกราด นา โมรู และเกาะต่าง ๆ รอบชายฝั่ง เหตุการณ์นี้ถือเป็นครั้งแรกที่กองทัพครูเสดคาทอลิกโจมตีเมืองคาทอลิกด้วยกันเอง[3] ก่อนจะบุกโจมตีกรุงคอนสแตนติโนเปิลและก่อตั้งจักรวรรดิละตินในเวลาต่อมา

ในคริสต์ศตวรรษที่ 13 และ 14 ชาวซาดาร์ก่อกบฏต่อเวนิสหลายครั้ง โดยได้รับการสนับสนุนจากขุนนางโครเอเชีย โดยเฉพาะตระกูลชูบิชแห่งบริบีร์ และจากกษัตริย์โครเอเชีย–ฮังการี พระเจ้าหลุยส์ที่ 1 แห่งฮังการีทรงทำสงครามกับเวนิสเป็นเวลาหลายปีเพื่อยึดซาดาร์และดินแดนแดลเมเชียกลับคืนมา[2] สงครามดังกล่าวสิ้นสุดลงด้วยสนธิสัญญาซาดาร์ ค.ศ. 1358 ซึ่งทำให้ซาดาร์และเมืองสำคัญหลายแห่งในแดลเมเชียกลับเข้าเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรโครเอเชีย–ฮังการีเป็นเวลาประมาณครึ่งศตวรรษ ช่วงเวลานี้ซาดาร์มีความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม เป็นที่ตั้งของขุนนางและเจ้าหน้าที่ระดับสูง และมีความสัมพันธ์ทางการค้ากับโครเอเชีย บอสเนีย ฮังการี และดินแดนตอนในของคาบสมุทรบอลข่าน[2]

สาธารณรัฐเวนิส

[แก้]
Image
ประตูแผ่นดิน (Porta Terraferma) ซึ่งสร้างขึ้นในสมัยการปกครองของสาธารณรัฐเวนิส

ใน ค.ศ. 1409 พระเจ้าลาดิสเลาส์แห่งเนเปิลส์ทรงขายสิทธิในการปกครองซาดาร์และสิทธิในแดลเมเชียส่วนใหญ่ให้แก่สาธารณรัฐเวนิส เพื่อแลกกับเงินจำนวน 100,000 ดูกัต เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ซาดาร์กลับไปอยู่ภายใต้การปกครองของเวนิส และอยู่ในอำนาจของเวนิสจนกระทั่งสาธารณรัฐล่มสลายใน ค.ศ. 1797[2] ภายใต้การปกครองของเวนิส ซาดาร์มีอำนาจปกครองตนเองจำกัด สภาเมืองยังคงดำรงอยู่ แต่ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของผู้สำเร็จราชการหรือเคานต์ที่เวนิสแต่งตั้ง กิจการทางเศรษฐกิจและการค้าของเมืองถูกจัดให้สอดคล้องกับผลประโยชน์ของเวนิส อย่างไรก็ตาม ซาดาร์ยังคงเป็นเมืองท่าและศูนย์กลางการบริหารที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของแดลเมเชีย[2]

ในช่วงครึ่งแรกของคริสต์ศตวรรษที่ 15 ซาดาร์เป็นศูนย์กลางการค้าระหว่างเวนิสกับดินแดนภายในคาบสมุทรบอลข่าน สินค้าจากพื้นที่ตอนใน เช่น ปศุสัตว์ หนังสัตว์ ธัญพืช และโลหะ ถูกนำผ่านซาดาร์ไปยังตลาดทางทะเล ในทางกลับกัน เมืองนำเข้าสินค้าจากอิตาลีและพื้นที่เมดิเตอร์เรเนียนเข้าสู่ดินแดนโครเอเชียและบอลข่าน[2] เมื่อจักรวรรดิออตโตมันขยายอำนาจเข้าสู่บอสเนียและดินแดนตอนในของแดลเมเชีย ซาดาร์จึงมีความสำคัญทางทหารเพิ่มขึ้น เวนิสปรับปรุงกำแพงเมืองและสร้างป้อมปราการเพื่อป้องกันการโจมตีจากออตโตมัน แม้ออตโตมันจะโจมตีพื้นที่รอบเมืองหลายครั้ง แต่ไม่สามารถยึดซาดาร์ได้[2]

Image
กำแพงและป้อมปราการของซาดาร์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแหล่งมรดกโลกของยูเนสโก

ในคริสต์ศตวรรษที่ 16 มีการก่อสร้างระบบกำแพงและป้อมปราการขนาดใหญ่ ประกอบด้วยป้อมไคเทล ซิตาเดลา และป้อมปราการฟอร์เต รวมทั้งประตูแผ่นดินและประตูทะเล กำแพงเมืองและสิ่งก่อสร้างทางทหารจำนวนมากออกแบบตามหลักสถาปัตยกรรมทหารสมัยใหม่ของอิตาลี[4] ใน ค.ศ. 1567–1572 มีการสร้างป้อมปราการฟอร์เตขึ้นทางด้านตะวันออกของเมือง นอกจากนี้ยังมีการสร้างอาคารราชการ คลังอาวุธ ค่ายทหาร และพระราชวังสำหรับเจ้าหน้าที่เวนิสหลายแห่ง ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17 และ 18 มีการสร้างพระราชวังโพรวิดูร์และคลังแสงขนาดใหญ่ ซึ่งสะท้อนฐานะของซาดาร์ในฐานะศูนย์บัญชาการทางทหารและการบริหารของเวนิสในแดลเมเชีย[2]

ซาดาร์เป็นที่ตั้งของผู้สำเร็จราชการสูงสุดของเวนิสประจำ “แดลเมเชียและแอลเบเนีย” จึงทำหน้าที่เป็นเมืองหลวงทางการเมืองและการบริหารของดินแดนเวนิสบนชายฝั่งตะวันออกของทะเลเอเดรียติก ใน ค.ศ. 1625 มีการจัดตั้งคลังเอกสารกลางของแดลเมเชียขึ้นในเมือง ซึ่งต่อมากลายเป็นหอจดหมายเหตุแห่งรัฐซาดาร์[2]

สงครามระหว่างเวนิสกับออตโตมัน โรคระบาด และความเปลี่ยนแปลงของเส้นทางการค้าส่งผลให้ประชากรของซาดาร์ลดลงเป็นระยะ ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16 พื้นที่ชนบทภายใต้การปกครองของเมืองถูกจำกัดลงอย่างมาก เนื่องจากออตโตมันยึดครองดินแดนรอบนอกหลายแห่ง การอพยพและโรคระบาดยังทำให้พื้นที่รอบเมืองต้องได้รับการตั้งถิ่นฐานใหม่หลายครั้ง[2]

ในช่วงสงครามเวนิส–ออตโตมัน รัฐบาลเวนิสพยายามนำประชากรจากพื้นที่ต่าง ๆ เข้ามาตั้งถิ่นฐานในแดลเมเชีย รวมถึงชาวแอลเบเนียจากบริเวณทะเลสาบสกาดาร์และตอนเหนือของแอลเบเนีย ชาวแอลเบเนียกลุ่มหนึ่งตั้งถิ่นฐานในย่านอาร์บานาซีของซาดาร์ในคริสต์ศตวรรษที่ 18 ภายใต้การสนับสนุนของมุขนายก วีกโก ซมาเยวิช[2]

หลังสาธารณรัฐเวนิสล่มสลาย

[แก้]

เมื่อสาธารณรัฐเวนิสล่มสลายใน ค.ศ. 1797 ซาดาร์ถูกรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของราชวงศ์ฮาพส์บวร์คและยังคงเป็นศูนย์กลางการบริหารของแดลเมเชีย เจ้าหน้าที่เชื้อสายอิตาลีซึ่งสืบทอดตำแหน่งมาจากสมัยเวนิสยังคงมีอิทธิพลในเมือง และการบริหารแดลเมเชียในระยะแรกอยู่ภายใต้การควบคุมโดยตรงจากกรุงเวียนนา[2]

Image
จักรวรรดิฝรั่งเศสปกครองแดลเมเชียโดยตรงในนามของมณฑลอิลลีเรีย

ใน ค.ศ. 1805 ภายใต้สนธิสัญญาเพรสบวร์ก ออสเตรียต้องยกดินแดนชายฝั่งทะเลเอเดรียติกให้แก่ฝรั่งเศส ซาดาร์จึงตกอยู่ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศสใน ค.ศ. 1806 และกลายเป็นศูนย์กลางการบริหารของแดลเมเชียภายใต้จักรวรรดิฝรั่งเศสและต่อมาคือมณฑลอิลลีเรีย[5] ฝ่ายฝรั่งเศสดำเนินการปฏิรูประบบราชการ ศาล และการจัดเก็บภาษี รวมทั้งพัฒนาเครือข่ายถนนเพื่อเชื่อมซาดาร์กับพื้นที่ตอนใน ในช่วง ค.ศ. 1806–1810 วินเชนโซ ดันโดโล ผู้สำเร็จราชการฝรั่งเศสประจำแดลเมเชีย ดำเนินการปรับปรุงการบริหารและสนับสนุนการศึกษา[2] ใน ค.ศ. 1806 มีการจัดพิมพ์หนังสือพิมพ์ภาษาโครเอเชียฉบับแรกชื่อ คาลย์สกี ดัลมาติน ในซาดาร์ หนังสือพิมพ์ดังกล่าวตีพิมพ์ทั้งภาษาโครเอเชียและภาษาอิตาลี และมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาสื่อสิ่งพิมพ์และความสำนึกทางวัฒนธรรมของชาวโครแอตในแดลเมเชีย[2]

หลังความพ่ายแพ้ของนโปเลียน ซาดาร์กลับเข้าสู่การปกครองของออสเตรียใน ค.ศ. 1813 และอยู่ภายใต้จักรวรรดิออสเตรียจนถึง ค.ศ. 1867 และจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการีจนถึง ค.ศ. 1918 เมืองยังคงเป็นเมืองหลวงของแดลเมเชีย เป็นที่ตั้งของสภาแดลเมเชียซึ่งก่อตั้งใน ค.ศ. 1861 และเป็นศูนย์กลางของอัครมณฑลแดลเมเชีย[2] ใน ค.ศ. 1833 ถนนที่เชื่อมซาดาร์ผ่านเทือกเขาเวเลบิตไปยังซาเกร็บและเวียนนาสร้างเสร็จ และใน ค.ศ. 1838 ระบบประปาสมัยใหม่ของเมืองเริ่มใช้งาน ซาดาร์จึงมีความเชื่อมโยงกับโครงข่ายคมนาคมและการบริหารของจักรวรรดิออสเตรียมากขึ้น[2]

Image
ภายใต้จักรวรรดิออสเตรียและต่อมาออสเตรีย-ฮังการี ดัลเมเทียถูกปกครองโดยตรงจากกรุงเวียนนา

ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 ซาดาร์เป็นศูนย์กลางของการฟื้นฟูชาติและวัฒนธรรมของชาวโครแอตในแดลเมเชีย มีการจัดตั้งห้องสมุดและสมาคมทางวัฒนธรรมหลายแห่ง หนังสือพิมพ์ ซอรา ดัลมาตินสกา เริ่มตีพิมพ์ใน ค.ศ. 1844 ห้องสมุดวิทยาศาสตร์ก่อตั้งใน ค.ศ. 1855 และห้องอ่านหนังสือประชาชนก่อตั้งใน ค.ศ. 1863[2] อย่างไรก็ตาม ซาดาร์มีความแตกต่างทางการเมืองจากเมืองอื่นของแดลเมเชีย เนื่องจากยังคงมีชุมชนที่ใช้ภาษาอิตาลีและขบวนการการเมืองนิยมอิตาลีอยู่เป็นจำนวนมาก ในช่วงความขัดแย้งระหว่างฝ่ายนิยมโครเอเชียกับฝ่ายนิยมอิตาลี ซาดาร์เป็นเทศบาลเพียงแห่งเดียวในแดลเมเชียที่ฝ่ายนิยมอิตาลีสามารถรักษาอำนาจทางการเมืองไว้ได้เป็นเวลานาน[2] ใน ค.ศ. 1868 ซาดาร์ถูกประกาศให้เป็นเมืองเปิดและเลิกสถานะเมืองป้อมปราการบางส่วน กำแพงเมืองด้านตะวันตกเฉียงใต้ถูกรื้อถอนตั้งแต่ ค.ศ. 1875 ทำให้เมืองขยายออกจากคาบสมุทรเมืองเก่าไปยังย่านโบรดาริตซาและวอชตาร์นิตซา มีการสร้างอาคารแบบประวัติศาสตร์นิยมและอาคารสาธารณะจำนวนมากตามแนวชายฝั่งใหม่[2]

จังหวัดซาดาร์ภายใต้ราชอาณาจักรอิตาลี

[แก้]
Image
จังหวัดซาราและดินแดนอิตาลีบริเวณซาดาร์ระหว่าง ค.ศ. 1920–1947

หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งและการล่มสลายของออสเตรีย-ฮังการี ซาดาร์ตกอยู่ภายใต้การปกครองชั่วคราวของรัฐสโลวีเนีย โครแอต และเซิร์บ ก่อนจะถูกรวมเข้ากับราชอาณาจักรแห่งชาวเซิร์บ โครแอต และสโลวีนเป็นการชั่วคราว ต่อมาสนธิสัญญาราปัลโล ค.ศ. 1920 กำหนดให้ซาดาร์ รวมถึงพื้นที่บางส่วนของแดลเมเชียและหมู่เกาะใกล้เคียง ตกเป็นของราชอาณาจักรอิตาลี[2]

ซาดาร์ถูกจัดตั้งเป็นจังหวัดซารา (Provincia di Zara) และกลายเป็นดินแดนส่วนแยกของอิตาลีบนชายฝั่งตะวันออกของทะเลเอเดรียติก พื้นที่ชนบทและเส้นทางเศรษฐกิจส่วนใหญ่รอบเมืองอยู่ภายใต้ราชอาณาจักรยูโกสลาเวีย ทำให้ซาดาร์ถูกตัดขาดจากดินแดนตอนในและประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ[2]

รัฐบาลอิตาลีดำเนินนโยบายทำให้เป็นอิตาลีอย่างเข้มข้น โดยกำหนดให้ภาษาอิตาลีเป็นภาษาหลักของราชการ การศึกษา และชีวิตสาธารณะ จำกัดการใช้ภาษาโครเอเชีย และลดบทบาทของสถาบันทางวัฒนธรรมของชาวโครแอต นโยบายดังกล่าวทำให้ชาวโครแอตจำนวนหนึ่งย้ายออกจากเมือง ขณะเดียวกันมีข้าราชการ ทหาร ครู และชาวอิตาลีจากแผ่นดินใหญ่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในซาดาร์[6] ในช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 และสงครามโลกครั้งที่ 2 ซาดาร์ยังคงเป็นศูนย์กลางการปกครองของจังหวัดซาราและเป็นฐานทัพสำคัญของอิตาลี แต่การแยกตัวจากพื้นที่ตอนในทำให้การค้าลดลง ประชากรของเมืองลดลงจากประมาณ 19,426 คนใน ค.ศ. 1910 เหลือ 17,369 คนใน ค.ศ. 1921 ก่อนจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 19,296 คนใน ค.ศ. 1931[2]

สงครามโลกครั้งที่สอง

[แก้]

เมื่อฝ่ายอักษะบุกราชอาณาจักรยูโกสลาเวียในวันที่ 6 เมษายน ค.ศ. 1941 ซาดาร์ถูกใช้เป็นฐานปฏิบัติการของกองทัพอิตาลี หลังยูโกสลาเวียยอมแพ้ อิตาลีขยายการควบคุมเหนือแดลเมเชีย และในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1941 ได้ผนวกพื้นที่ซาดาร์เข้าเป็นส่วนหนึ่งของเขตปกครองแดลเมเชีย (Governatorato di Dalmazia) โดยมีซาดาร์เป็นที่ตั้งของผู้ว่าการ[2] การปกครองของอิตาลีในช่วงสงครามดำเนินควบคู่กับการปราบปรามและการทำให้เป็นอิตาลี พรรคคอมมิวนิสต์โครเอเชียจัดตั้งสาขาในซาดาร์ตั้งแต่เดือนมิถุนายน ค.ศ. 1941 และเริ่มสนับสนุนขบวนการต่อต้านฟาสซิสต์ในเมืองและพื้นที่โดยรอบ[2]

Image
ซาดาร์หลังการทิ้งระเบิดของฝ่ายสัมพันธมิตรใน ค.ศ. 1944

เมื่ออิตาลียอมแพ้ในเดือนกันยายน ค.ศ. 1943 เยอรมนีเข้าควบคุมพื้นที่ยุทธศาสตร์ในแดลเมเชีย ขณะที่รัฐเอกราชโครเอเชียพยายามอ้างสิทธิ์เหนือดินแดนที่อิตาลีเคยครอบครอง ซาดาร์จึงตกอยู่ภายใต้สถานการณ์ทางการเมืองและการทหารที่ซับซ้อน โดยมีทหารเยอรมัน กองกำลังอิตาลีที่ยังคงอยู่ และกองกำลังพรรคพวกยูโกสลาเวียเคลื่อนไหวอยู่ในพื้นที่[2]

ระหว่างเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1943 ถึงเดือนตุลาคม ค.ศ. 1944 ซาดาร์ถูกฝ่ายสัมพันธมิตรทิ้งระเบิดหลายครั้ง โดยมีเป้าหมายหลักคือท่าเรือ โครงสร้างพื้นฐานทางทหาร และเส้นทางคมนาคม การโจมตีทำลายอาคารในเขตเมืองเก่ามากกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ รวมถึงอาคารประวัติศาสตร์ โบสถ์ ย่านที่อยู่อาศัย และสิ่งก่อสร้างตามแนวชายฝั่งจำนวนมาก[2] การทิ้งระเบิดทำให้ประชากรจำนวนมากอพยพออกจากเมือง เมืองเก่าซึ่งมีอาคารหนาแน่นได้รับความเสียหายอย่างหนัก และโครงสร้างทางเศรษฐกิจของซาดาร์แทบหยุดชะงัก เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นหนึ่งในความเสียหายครั้งใหญ่ที่สุดต่อเมืองประวัติศาสตร์บนชายฝั่งเอเดรียติกในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง[2] กองทัพเยอรมันและฝ่ายบริหารอิตาลีถอนตัวออกจากเมืองในช่วงปลายเดือนตุลาคม ค.ศ. 1944 กองกำลังยูโกสลาเวียเข้าควบคุมซาดาร์ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1944 และเริ่มผนวกเมืองเข้ากับโครงสร้างการปกครองของโครเอเชียภายใต้ยูโกสลาเวีย[2]

หลังสงครามโลกครั้งที่สองและสหพันธ์ยูโกสลาเวีย

[แก้]

หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ซาดาร์ถูกผนวกเข้ากับสาธารณรัฐประชาชนโครเอเชียภายในสหพันธ์สาธารณรัฐประชาชนยูโกสลาเวีย และต่อมาคือสาธารณรัฐสังคมนิยมโครเอเชียภายในสหพันธ์สาธารณรัฐสังคมนิยมยูโกสลาเวีย การเปลี่ยนแปลงสถานะดังกล่าวได้รับการรับรองในสนธิสัญญาสันติภาพปารีส ค.ศ. 1947[2] สงครามและการอพยพทำให้จำนวนประชากรของเมืองลดลงอย่างมาก หลังสงคราม ชาวอิตาลีจำนวนมากออกจากซาดาร์ไปยังอิตาลี อันเป็นส่วนหนึ่งของการอพยพของชาวอิตาลีจากอิสเตรียและแดลเมเชีย จำนวนชาวอิตาลีในเมืองลดลงจาก 2,208 คนใน ค.ศ. 1948 เหลือ 1,219 คนใน ค.ศ. 1953 และเหลือเพียง 64 คนใน ค.ศ. 1961[2] รัฐบาลยูโกสลาเวียเริ่มฟื้นฟูซาดาร์โดยรักษาโครงสร้างถนนและผังเมืองเก่าไว้ ขณะเดียวกันก็สร้างอาคารสมัยใหม่ขึ้นในพื้นที่ที่ได้รับความเสียหาย แผนฟื้นฟูเมือง ค.ศ. 1954 ซึ่งนำโดยสถาปนิกบรูโน มิลิช เน้นการรักษาโครงสร้างเมืองประวัติศาสตร์และผสมผสานสถาปัตยกรรมสมัยใหม่เข้ากับเขตเมืองเก่า[2]

ในช่วงทศวรรษ 1950 และ 1960 ซาดาร์เริ่มฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ประชากรจากชนบทและพื้นที่อื่นของโครเอเชียย้ายเข้ามาในเมือง รัฐบาลส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่ม เหล้าเชอร์รีมารัชชีนี การแปรรูปปลา สิ่งทอ เครื่องจักร พลาสติก และอุตสาหกรรมไฟฟ้า[2] การก่อสร้างถนนสายเอเดรียติก การพัฒนาท่าเรือ และการเชื่อมต่อทางรถไฟกับคนินใน ค.ศ. 1966 ทำให้ซาดาร์มีความเชื่อมโยงกับพื้นที่อื่นของยูโกสลาเวียมากขึ้น การท่องเที่ยวชายฝั่งเริ่มขยายตัว มีการก่อสร้างโรงแรม ชายหาด และท่าจอดเรือในพื้นที่รอบเมือง[2] ซาดาร์ยังเป็นศูนย์กลางทางทหารที่สำคัญของกองทัพประชาชนยูโกสลาเวีย มีฐานทัพอากาศใกล้เซมูนิก โรงเรียนทหาร และโครงสร้างพื้นฐานด้านการทหารหลายแห่ง ในช่วงทศวรรษ 1980 เมืองเป็นหนึ่งในศูนย์กลางเศรษฐกิจที่พัฒนาแล้วของโครเอเชียและยูโกสลาเวีย[2]

สงครามประกาศเอกราชโครเอเชีย

[แก้]

หลังการเลือกตั้งหลายพรรคในโครเอเชีย ค.ศ. 1990 และการประกาศเอกราชของโครเอเชียใน ค.ศ. 1991 ซาดาร์และพื้นที่โดยรอบกลายเป็นสมรภูมิสำคัญของสงครามประกาศเอกราชโครเอเชีย ประชากรเซิร์บในพื้นที่ชนบทบางส่วนเข้าร่วมกับกองกำลังเซิร์บที่ก่อการกบฏและต่อต้านการแยกตัวของโครเอเชียออกจากยูโกสลาเวีย[2] กองทัพประชาชนยูโกสลาเวียและกองกำลังเซิร์บในพื้นที่ตอนในของแดลเมเชียเริ่มโจมตีซาดาร์ตั้งแต่กลางเดือนกันยายน ค.ศ. 1991 เป้าหมายสำคัญของการรุกคือการตัดเมืองออกจากพื้นที่ตอนในของโครเอเชียและตัดการเชื่อมต่อระหว่างแดลเมเชียกับภาคเหนือของประเทศ[2] เส้นทางถนนและทางรถไฟจากซาดาร์ไปยังพื้นที่ตอนในถูกตัดขาดเป็นเวลานาน การเดินทางระหว่างซาดาร์กับส่วนอื่นของโครเอเชียจึงต้องอาศัยเส้นทางผ่านเกาะปัค เมืองถูกยิงด้วยปืนใหญ่และประชาชนประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำ ไฟฟ้า และสิ่งของจำเป็น การโจมตีรุนแรงที่สุดเกิดขึ้นในช่วงต้นเดือนตุลาคม ค.ศ. 1991[2]

หลังมีการทำข้อตกลงหยุดยิงเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม ค.ศ. 1991 กองทัพประชาชนยูโกสลาเวียถอนกำลังออกจากค่ายทหารในเมือง แต่ซาดาร์ยังคงถูกโจมตีด้วยปืนใหญ่เป็นระยะจากกองกำลังเซิร์บในพื้นที่โดยรอบ อาคารพลเรือนและโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจได้รับความเสียหาย ขณะที่ประชาชนจำนวนมากต้องอพยพออกจากพื้นที่[2] ภายในปลาย ค.ศ. 1992 มีผู้พลัดถิ่นมากกว่า 27,000 คนอยู่ในเขตเมืองซาดาร์ เมืองยังคงอยู่ภายใต้แรงกดดันจากกองกำลังที่ควบคุมพื้นที่ตอนใน และการเดินทางไปยังพื้นที่อื่นของโครเอเชียยังมีความเสี่ยงสูง[2] กองทัพโครเอเชียสามารถยึดพื้นที่ส่วนใหญ่ของพื้นที่ตอนในซาดาร์คืนได้ในเดือนมกราคม ค.ศ. 1993 ระหว่างปฏิบัติการมาสเลนิตซา การปฏิบัติการดังกล่าวทำให้สามารถเปิดเส้นทางเชื่อมต่อทางบกกลับไปยังส่วนอื่นของโครเอเชีย และฟื้นฟูการเชื่อมต่อผ่านสะพานมาสเลนิตซาได้[2] พื้นที่ที่เหลือในแดลเมเชียตอนเหนือและพื้นที่ตอนในของซาดาร์ถูกยึดคืนในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1995 ระหว่างปฏิบัติการพายุ หลังจากนั้นการโจมตีซาดาร์ยุติลง และเมืองเริ่มเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูหลังสงคราม[2]

ปัจจุบัน

[แก้]
แนวการป้องกันเมืองเวนิสระหว่างศตวรรษที่ 16 และ 17 *
Image  แหล่งมรดกโลกโดยยูเนสโก
ประเทศImage โครเอเชีย
ภูมิภาค **ยุโรป
ประเภทวัฒนธรรม
เกณฑ์พิจารณา(iii), (iv)
อ้างอิง617
ประวัติการขึ้นทะเบียน
ขึ้นทะเบียน2560 (คณะกรรมการสมัยที่ 41)
* ชื่อตามที่ได้ขึ้นทะเบียนในบัญชีแหล่งมรดกโลก
** ภูมิภาคที่จัดแบ่งโดยยูเนสโก

หลังสงคราม ซาดาร์ได้รับการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานและเศรษฐกิจ เมืองพัฒนาเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยว วัฒนธรรม การศึกษา และการคมนาคมของภาคเหนือของแดลเมเชีย การก่อสร้างทางหลวงเชื่อมต่อกับซาเกร็บและเมืองสำคัญอื่น ๆ รวมถึงการพัฒนาท่าเรือและสนามบิน ช่วยส่งเสริมการเติบโตของเมือง[2] ใน ค.ศ. 2002 มีการก่อตั้งมหาวิทยาลัยซาดาร์ขึ้นใหม่ เมืองยังเป็นที่ตั้งของหอจดหมายเหตุแห่งรัฐซาดาร์ สถาบันวิทยาศาสตร์และศิลปะแห่งโครเอเชีย พิพิธภัณฑ์โบราณคดี พิพิธภัณฑ์แห่งชาติ และสถาบันทางวัฒนธรรมหลายแห่ง[2]

พื้นที่เมืองเก่าของซาดาร์ได้รับการบูรณะและอนุรักษ์ โดยมีโบราณสถานหลายยุคตั้งแต่ฟอรัมโรมัน โบสถ์คริสต์ยุคแรก อาคารยุคกลาง ไปจนถึงกำแพงและประตูเมืองสมัยเวนิส ใน ค.ศ. 2017 ระบบป้อมปราการของซาดาร์ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นส่วนหนึ่งของแหล่งมรดกโลก “ระบบป้องกันของสาธารณรัฐเวนิสระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 16 และ 17”[4]

ซาดาร์ยังพัฒนาโครงการสถาปัตยกรรมร่วมสมัยเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม ออร์แกนทะเลสร้างเสร็จใน ค.ศ. 2005 และใช้แรงเคลื่อนของคลื่นทะเลสร้างเสียงดนตรี ส่วนประติมากรรมแสง “คำทักทายพระอาทิตย์” สร้างเสร็จใน ค.ศ. 2008 ทั้งสองแห่งกลายเป็นสัญลักษณ์ร่วมสมัยของเมือง[2] ในปัจจุบัน ซาดาร์เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวที่สำคัญของโครเอเชีย มีเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว การเดินเรือ การบริการ การศึกษา และการค้าระหว่างประเทศ โดยยังคงรักษาความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของเมืองในฐานะศูนย์กลางของแดลเมเชียตอนเหนือไว้

ภูมิศาสตร์

[แก้]
Image
ทิวทัศน์คาบสมุทรเมืองเก่าซาดาร์และบริเวณโดยรอบ ด้านหลังเป็นแผ่นดินใหญ่และแนวเทือกเขาเวเลบิต

ซาดาร์ตั้งอยู่ในดัลเมเชียตอนเหนือ บริเวณตอนกลางของชายฝั่งตะวันออกของทะเลเอเดรียติกในประเทศโครเอเชีย ที่พิกัดประมาณ 44°06′51″N 15°13′40″E / 44.11417°N 15.22778°E / 44.11417; 15.22778 เมืองหันหน้าไปทางเกาะอูกลยันและปัชมัน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มเกาะซาดาร์ โดยมีช่องแคบซาดาร์คั่นอยู่ ตำแหน่งของเมืองได้ถูกบังจากอิทธิพลของคลื่นทะเลเปิดด้วยแนวเกาะนอกชายฝั่งของเมือง ปัจจัยดังกล่าวมีความสำคัญต่อพัฒนาการของซาดาร์ในฐานะเมืองท่า โดยเฉพาะในอดีตที่มีการใช้เรือใบลมเป็นรูปแบบการคมนาคมทางทะเลหลัก[7]

เขตเมืองเก่าซาดาร์ตั้งอยู่บนคาบสมุทรขนาดเล็กซึ่งเดิมเคยถูกแยกออกจากแผ่นดินใหญ่ด้วยคูน้ำลึก ก่อนที่คูดังกล่าวจะถูกถมในเวลาต่อมา ทางตะวันออกเฉียงเหนือของคาบสมุทรเป็นที่ตั้งของอ่าวท่าเรือซึ่งมีพื้นที่กว้างและได้รับการกำบังจากคลื่นลม ส่วนพื้นที่หลังชายฝั่งประกอบด้วยที่ราบราฟนีโกตารี ซึ่งเป็นพื้นที่ราบกว้างและเปิดโอกาสให้เมืองขยายตัวเข้าสู่แผ่นดินได้มากกว่าเมืองชายฝั่งโครเอเชียหลายแห่ง[7] ถัดจากที่รอบราฟนีโกตารีไปทางตะวันออกเฉียงเหนือเป็นเทือกเขาเวเลบิต ซึ่งเป็นแนวกั้นทางกายภาพระหว่างพื้นที่ชายฝั่งดัลเมเชียกับลีกาและพื้นที่ตอนในของโครเอเชีย ในขณะเดียวกัน เทือกเขาดังกล่าวก็เป็นแนวทางเชื่อมต่อระหว่างสองภูมิภาคผ่านเส้นทางคมนาคมที่ข้ามภูเขา ปัจจุบันการเดินทางระหว่างชายฝั่งกับภาคพื้นทวีปสะดวกขึ้นจากทางหลวงเอ 1และอุโมงค์สเวตีร็อก[8]

ภูมิอากาศ

[แก้]

ซาดาร์ตั้งอยู่บริเวณรอยต่อระหว่างภูมิอากาศกึ่งเขตร้อนชื้นแบบ Cfa กับภูมิอากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียนชนิดฤดูร้อนร้อนแบบ Csa ตามการแบ่งเขตภูมิอากาศแบบเคิพเพิน โดยพื้นที่ชายฝั่งและหมู่เกาะได้รับอิทธิพลแบบเมดิเตอร์เรเนียนมากกว่า ขณะที่พื้นที่ราบภายในดัลเมเชียมีการกระจายของฝนสม่ำเสมอขึ้นและมีลักษณะใกล้เคียงภูมิอากาศแบบ Cfa[9]

ข้อมูลภูมิอากาศของZadar (Puntamika Borik) 1971–2000, extremes 1961–2020
เดือน ม.ค. ก.พ. มี.ค. เม.ย. พ.ค. มิ.ย. ก.ค. ส.ค. ก.ย. ต.ค. พ.ย. ธ.ค. ทั้งปี
อุณหภูมิสูงสุดที่เคยบันทึก °C (°F) 17.4
(63.3)
21.2
(70.2)
22.5
(72.5)
26.5
(79.7)
32.0
(89.6)
35.3
(95.5)
36.1
(97)
39.0
(102.2)
34.1
(93.4)
27.2
(81)
25.0
(77)
18.7
(65.7)
39.0
(102.2)
อุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ย °C (°F) 10.8
(51.4)
11.3
(52.3)
13.6
(56.5)
16.6
(61.9)
21.3
(70.3)
25.2
(77.4)
28.2
(82.8)
28.2
(82.8)
24.3
(75.7)
20.0
(68)
15.1
(59.2)
11.9
(53.4)
18.9
(66)
อุณหภูมิเฉลี่ยแต่ละวัน °C (°F) 7.3
(45.1)
7.5
(45.5)
9.7
(49.5)
12.9
(55.2)
17.5
(63.5)
21.3
(70.3)
23.9
(75)
23.7
(74.7)
19.9
(67.8)
15.9
(60.6)
11.4
(52.5)
8.5
(47.3)
14.9
(58.8)
อุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ย °C (°F) 4.3
(39.7)
4.3
(39.7)
6.3
(43.3)
9.3
(48.7)
13.5
(56.3)
17.0
(62.6)
19.3
(66.7)
19.3
(66.7)
16.0
(60.8)
12.5
(54.5)
8.3
(46.9)
5.5
(41.9)
11.3
(52.3)
อุณหภูมิต่ำสุดที่เคยบันทึก °C (°F) -9.1
(15.6)
-6.4
(20.5)
-6.8
(19.8)
0.5
(32.9)
3.4
(38.1)
8.2
(46.8)
12.7
(54.9)
11.5
(52.7)
8.0
(46.4)
2.3
(36.1)
-1.8
(28.8)
-6.5
(20.3)
−9.1
(15.6)
หยาดน้ำฟ้า มม (นิ้ว) 72.6
(2.858)
62.5
(2.461)
63.5
(2.5)
70.0
(2.756)
64.7
(2.547)
54.4
(2.142)
30.4
(1.197)
49.6
(1.953)
104.0
(4.094)
106.7
(4.201)
105.6
(4.157)
95.2
(3.748)
879.2
(34.614)
ความชื้นร้อยละ 72.4 70.0 71.2 72.7 73.8 71.2 67.2 69.3 73.4 73.8 73.5 72.8 71.8
วันที่มีหยาดน้ำฟ้าโดยเฉลี่ย (≥ 0.1 mm) 10.0 8.5 8.9 10.4 9.5 8.2 5.3 5.9 8.7 9.8 11.2 10.4 106.8
วันที่มีหิมะตกโดยเฉลี่ย (≥ 1.0 cm) 0.5 0.2 0.1 0.0 0.0 0.0 0.0 0.0 0.0 0.0 0.0 0.2 1.1
จำนวนชั่วโมงที่มีแดด 114.7 146.9 186.0 207.0 275.9 303.0 350.3 322.4 246.0 182.9 123.0 108.5 2,566.6
แหล่งที่มา:

ฤดูหนาวของซาดาร์มีอากาศอบอุ่นค่อนข้างชื้น ส่วนฤดูร้อนร้อนและมีแสงแดดมาก เดือนกรกฎาคมและสิงหาคมเป็นเดือนที่ร้อนที่สุด โดยอุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 28–30 องศาเซลเซียส ขณะที่เดือนมกราคมเป็นเดือนที่หนาวที่สุด อุณหภูมิเฉลี่ยรายปีของสถานีปุนตามีกา–โบริกในช่วงมาตรฐาน ค.ศ. 1971–2000 อยู่ที่ 14.9 องศาเซลเซียส และมีปริมาณหยาดน้ำฟ้ารวมเฉลี่ยประมาณ 879.2 มิลลิเมตรต่อปี[10] ฝนสามารถตกได้ตลอดทั้งปี แต่โดยทั่วไปช่วงฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาวมีฝนมากกว่าฤดูร้อน เดือนกรกฎาคมเป็นเดือนที่แห้งแล้งที่สุดตามค่าปกติภูมิอากาศ ขณะที่เดือนกันยายนถึงธันวาคมมีปริมาณฝนค่อนข้างสูง หิมะตกในเมืองพบได้น้อยมากและมักไม่สะสมเป็นเวลานาน[10]

อุณหภูมิสูงสุดที่บันทึกได้ ณ สถานีซาดาร์–เซมูนิกอยู่ที่ 40.0 องศาเซลเซียส เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม ค.ศ. 2017 ส่วนสถานีภูมิอากาศซาดาร์เดิมบันทึกอุณหภูมิสูงสุด 39.0 องศาเซลเซียสเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม ค.ศ. 2022[11] อุณหภูมิต่ำสุดที่บันทึกได้ในบริเวณซาดาร์คือ −12.0 องศาเซลเซียส ณ สถานีซาดาร์–เซมูนิก เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2018 ส่วนสถานีซาดาร์เดิมบันทึกอุณหภูมิต่ำสุด −9.1 องศาเซลเซียสเมื่อวันที่ 23 มกราคม ค.ศ. 1963[12] เมื่อเวลาประมาณ 09.15 น. ของวันที่ 22 ธันวาคม ค.ศ. 2019 พวยน้ำกำลังระดับ IF1 เคลื่อนขึ้นฝั่งระหว่างย่านรีชีเนกับอาร์บานาซีของซาดาร์ ทำให้ต้นไม้หักโค่นและกระเบื้องหลังคาตกใส่รถยนต์[13][14]

ประชากร

[แก้]

ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 20 องค์ประกอบทางประชากรของซาดาร์เปลี่ยนแปลงไปหลายครั้ง หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ชาวอิตาลีจำนวนมากอพยพออกจากเมืองภายหลังซาดาร์ถูกรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสาธารณรัฐสังคมนิยมโครเอเชียภายในสหพันธ์สาธารณรัฐสังคมนิยมยูโกสลาเวีย นักประชากรศาสตร์ประมาณว่ามีชาวอิตาลีอพยพออกจากซาดาร์ราว 10,000 คน ส่งผลให้สัดส่วนผู้ระบุตนเป็นชาวอิตาลี ซึ่งมีอยู่ร้อยละ 68 ใน ค.ศ. 1936 ลดลงเหลือเพียงร้อยละ 0.3 ใน ค.ศ. 1961[15] ในช่วงสงครามประกาศเอกราชโครเอเชียและหลังสงคราม จำนวนประชากรของเมืองลดลงจากการย้ายถิ่นและการเปลี่ยนแปลงวิธีการสำมะโน โดยมีเจ้าหน้าที่ทหารซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวเซิร์บ ตลอดจนชาวเซิร์บกลุ่มอื่น อพยพออกจากเมือง ขณะเดียวกันมีประชากรจากพื้นที่โดยรอบ ส่วนอื่นของเทศมณฑล และบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนาอพยพเข้ามาแทนที่บางส่วน[15]

จากการสำมะโนประชากร ค.ศ. 2021 เขตการปกครองนครซาดาร์มีประชากร 70,779 คน ในจำนวนนี้ 67,134 คน หรือร้อยละ 94.85 ระบุตนเป็นชาวโครแอท ส่วนชาวเซิร์บมีจำนวน 1,371 คน หรือร้อยละ 1.94[16]

เศรษฐกิจ

[แก้]

นับแต่อดีต ซาดาร์นั้นเป็นท่าเรือที่สำคัญของเส้นทางการค้าขายในทะเลเอเดรียติก[17] ปัจจุบันนี้แม้การคมนาคมจะเปลี่ยนไปมาก ทว่าเศรษฐกิจของซาดาร์ก็ยังมีการขนส่งทางเรือเป็นองค์ประกอบหลักโดยมี ทังเกร์สกา ปลอวิดบา ซาดาร์ ซึ่งเป็นบริษัทธุรกิจเรือขนส่งสินค้าตั้งกิจการอยู่[18]

Image
Maraschino ที่ผลิตในซาดาร์

ผลิตภัณฑ์อาหารก็เป็นสินค้าที่สำคัญซึ่งซาดาร์ผลิตได้ นอกจากสินค้าทางพืชผลแล้วซาดาร์ยังมีอุตสาหกรรมด้านประมงชายฝั่ง โดยซาดาร์เป็นเมืองที่เลี้ยงปลาในกระชังมากที่สุดในประเทศโครเอเชีย[19] สินค้าประเภทอาหารที่มีชื่อเสียงที่สุดของซาดาร์คือเหล้าสีใส มารัสกีโน ซึ่งบ่มจากเชอร์รี่มารัสกา[20] โดยมีประวัติการผลิตเหล้ามารัสกีโน มานับตั้งแต่คริสตวรรษที่ 18 โดยฟรานเชสโก ดริโอลิ ชาวอิตาลีในซารา (ซาดาร์) สาธารณรัฐเวนิสในขณะนั้น[21][22]

การท่องเที่ยวก็เป็นอีกอุตสาหกรรมหลักของเมือง โดยซาดาร์เป็นหนึ่งในเมืองริมทะเลเอเดรียติกที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ มีจุดสนใจคือประวัติศาสตร์ความเป็นมาอันยาวนานและบรรยากาศริมทะเลเอเดรียติกที่แม้แต่อัลเฟรด ฮิตช์ค็อก ผู้กำกับภาพยนตร์สยองขวัญชื่อดัง ยังเคยเปรยว่า "ซาดาร์มีพระอาทิตย์ตกที่สวยที่สุดในโลก" เมื่อได้มาเยี่ยมเยือนเมืองในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1964[23]

Image
สนามบิน Zadar

การคมนาคม

[แก้]

ซาดาร์รองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติผ่านสนามบินของเมืองที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกห่างจากตัวเมืองราว 14 กิโลเมตร เที่ยวบินส่วนใหญ่จะมาจากเยอรมันและประเทศทางยุโรปเหนือ[24]

ถนนสายหลักที่เชื่อมต่อซาดาร์กับเมืองใหญ่อื่นๆคือทางหลวงสาย A1 ซึ่งเริ่มจากกรุงซาเกร็บเลาะเลียบเมืองตามชายฝั่งทะเลเอเดรียติกจนลงไปถึงเมืองสปลิตและกำลังก่อสร้างส่วนต่อขยายให้สามารถเดินทางไปจนถึงเมืองดูบรอฟนิกได้

ซาดาร์ยังเป็นท่าเรือเฟอร์รี่หลักแห่งหนึ่งของโครเอเชียอีกด้วย นอกจากเรือเฟอร์รี่ข้ามฟากจากซาดาร์ไปยังเกาะน้อยใหญ่ต่าง ๆ ที่อยู่ใกล้เคียงแล้ว ยังมีเรือเฟอร์รี่ข้ามฟากไปถึงประเทศอิตาลีเช่นกัน

เมืองพี่น้อง

[แก้]

ซาดาร์มีเมืองพี่น้องและเมืองแฝด ได้แก่[25]

อ้างอิง

[แก้]
  1. https://www.grad-zadar.hr/gradonacelnik-79/ อ้างอิงผิดพลาด: พารามิเตอร์ ""mayorzadar"" ในแท็ก <ref> ไม่ถูกต้อง พารามิเตอร์ที่รองรับคือ details, dir, follow, group, name
  2. 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 31 32 33 34 35 36 37 38 39 40 41 42 43 44 45 46 47 48 49 50 51 52 53 54 55 56 57 58 59 60 61 "Zadar". Hrvatska enciklopedija (ภาษาโครเอเชีย). Leksikografski zavod Miroslav Krleža. สืบค้นเมื่อ 12 July 2026.
  3. 1 2 3 "Fourth Crusade" (ภาษาอังกฤษ). Encyclopaedia Britannica. สืบค้นเมื่อ 12 July 2026.
  4. 1 2 "Venetian Works of Defence between the 16th and 17th Centuries: Stato da Terra – Western Stato da Mar" (ภาษาอังกฤษ). UNESCO World Heritage Centre. สืบค้นเมื่อ 12 July 2026.
  5. Prpić, George J. (1964). "French Rule in Croatia: 1806–1813". Balkan Studies (ภาษาอังกฤษ). 5 (2): 295–316. สืบค้นเมื่อ 12 July 2026.
  6. Magaš, Damir (1999). "Zadar on the Crossroad of Nationalisms in the 20th Century". GeoJournal (ภาษาอังกฤษ). 48 (2): 123–131. doi:10.1023/A:1007098213067.
  7. 1 2 "Zadar". Hrvatska enciklopedija (ภาษาโครเอเชีย). สืบค้นเมื่อ 12 กรกฎาคม 2026.
  8. "Gračac" (ภาษาอังกฤษ). Zadar County Tourist Board. สืบค้นเมื่อ 12 กรกฎาคม 2026.
  9. Šegota, Tomislav; Filipčić, Anita (2003). "Köppenova podjela klima i hrvatsko nazivlje" [การจำแนกภูมิอากาศแบบเคิพเพินและศัพท์ภาษาโครเอเชีย]. Geoadria (ภาษาโครเอเชีย). 8 (1): 17–37. doi:10.15291/geoadria.93. สืบค้นเมื่อ 12 กรกฎาคม 2026.
  10. 1 2 "Zadar Climate Normals" (PDF) (ภาษาอังกฤษ). Croatian Meteorological and Hydrological Service. เก็บ (PDF)จากแหล่งเดิมเมื่อ 4 มีนาคม 2016. สืบค้นเมื่อ 2 ธันวาคม 2015.
  11. DHMZ (19 กรกฎาคม 2022). "Najviše izmjerene temperature zraka u Hrvatskoj za razdoblje od kada postoje mjerenja" [อุณหภูมิอากาศสูงสุดที่ตรวจวัดในโครเอเชียนับตั้งแต่เริ่มมีการตรวจวัด] (ภาษาโครเอเชีย). Državni hidrometeorološki zavod. สืบค้นเมื่อ 12 กรกฎาคม 2026.
  12. DHMZ (21 มกราคม 2022). "Najniže izmjerene temperature zraka u Hrvatskoj za razdoblje od kada postoje mjerenja" [อุณหภูมิอากาศต่ำสุดที่ตรวจวัดในโครเอเชียนับตั้งแต่เริ่มมีการตรวจวัด] (ภาษาโครเอเชีย). Državni hidrometeorološki zavod. สืบค้นเมื่อ 12 กรกฎาคม 2026.
  13. Sekulić, Mario; Laskowski, Igor (22 ธันวาคม 2019). "Tornado: Zadar". European Severe Weather Database. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 15 สิงหาคม 2020. สืบค้นเมื่อ 25 มีนาคม 2025.
  14. Jutarnji.hr (22 ธันวาคม 2019). "Pijavica uzrokovala probleme u Zadru" [พวยน้ำก่อให้เกิดปัญหาในซาดาร์]. Jutarnji list (ภาษาโครเอเชีย). คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 29 กรกฎาคม 2020.
  15. 1 2 Graovac, Vera (2004). "Populacijski razvoj Zadra" [พัฒนาการทางประชากรของซาดาร์]. Geoadria (ภาษาโครเอเชีย). 9 (1): 63. doi:10.15291/geoadria.129. สืบค้นเมื่อ 12 กรกฎาคม 2026. {{cite journal}}: ระบุ |pages= และ |page= มากกว่าหนึ่งรายการ (help)
  16. "Population by Ethnicity, by Towns/Municipalities, 2021 Census" (ภาษาอังกฤษ). Croatian Bureau of Statistics. 22 กันยายน 2022. สืบค้นเมื่อ 12 กรกฎาคม 2026.
  17. "Adriatic views: Zadar". OBCT (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). สืบค้นเมื่อ 2026-07-12.
  18. "Tankerska plovidba d.d." www.tankerska.hr. สืบค้นเมื่อ 2026-07-12.
  19. Dohmen, Justus (2026-01-13). "Croatia". Eurofish (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). สืบค้นเมื่อ 2026-07-12.
  20. "Meet. Feel. Explore - Zadar Tourist Board". zadar.travel. สืบค้นเมื่อ 2026-07-12.
  21. priče, Turističke (2025-12-20). "The first recipe for Zadar's Maraskino was written in the 16th century, and it was also drunk on the Titanic". Turističke priče (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2026-07-12.
  22. Distilling, Spirits &. "maraschino | The Oxford Companion to Spirits & Cocktails". Spirits & Distilling (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2026-07-12.
  23. "Celebrities in Zadar". zadar.travel. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2016-03-27. สืบค้นเมื่อ 2016-02-18.
  24. "Destinations Map". Zadar airport.
  25. "Povelje o prijateljstvu" [กฎบัตรมิตรภาพ] (ภาษาโครเอเชีย). นครซาดาร์. สืบค้นเมื่อ 12 กรกฎาคม 2026.
  26. "Gradonačelnici potpisali Povelju o prijateljstvu i suradnji Zadra i Imotskog" [นายกเทศมนตรีลงนามในกฎบัตรมิตรภาพและความร่วมมือระหว่างซาดาร์กับอีมอตสกี] (ภาษาโครเอเชีย). นครซาดาร์. 2 สิงหาคม 2020. สืบค้นเมื่อ 12 กรกฎาคม 2026.

ข้อมูล

[แก้]

อ่านเพิ่ม

[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้]